header image
Home arrow กลยุทธในการปฏิบัติ arrow ทั่วไป arrow จิตจนมุม
จิตจนมุม
ความเห็นที่ 2 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน จันทร์ ที่ 24 เมษายน 2543 11:40:56


เมื่อก่อนผมชอบอ่านนิยายกำลังภายใน โดยเฉพาะของโกวเล้ง
เพราะเป็นนิยายที่นำปรัชญาของเซ็นและเต๋ามาเข้ามาผสมผสานอยู่มาก
แต่ตอนนี้ชักจะลืมๆ ไปมากแล้วครับ ว่าตัวเอกชื่ออะไร มีบทบาทอย่างไร

มีอยู่เรื่องหนึ่ง พระเอกต่อสู้กับนักดาบชาวญี่ปุ่น
และเอาชนะได้ในกระบวนท่าที่ตนเองตกเป็นเบี้ยล่างอย่างถึงที่สุด คือนอนอยู่กับพื้น
อีกเรื่องหนึ่งลี้คิมฮวงต่อสู้กับยอดฝีมืออันดับเหนือกว่า
และมุมของมีดสั้นที่จู่โจมคอหอยศัตรู เป็นมุมที่ต่ำที่สุด
เข้าทำนองเดียวกับคนที่สู้กับญี่ปุ่นนั่นเอง
คือเอาชนะในจุดที่หมดทางสู้แล้ว
คือพลิกจากความตายไปสู่ความเป็น
เพราะถ้าไม่เข้าสู่จุดอับเสียก่อน
ก็จะไม่สามารถเอาชนะศัตรูที่ร้ายกาจสุดยอดได้


หรือเหมือนกับอี้น่ำเทียน ที่สูญเสียวิทยายุทธไป
ก่อนที่จะฟื้นฟูเพื่อก้าวถึงจุดสุดยอดได้


วันนี้ชวนคุยเล่นๆ ถึงนิยายกำลังภายในน่ะครับ
ส่วนที่ คุณพัลวัน จนมุมนั้น ก็เป็นเรื่องของคุณพัลวัน
ตั้งใจปฏิบัติมาก็นานแล้ว จนมุมเสียทีก็ดีครับ


ความเห็นที่ 6 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน จันทร์ ที่ 24 เมษายน 2543 15:37:29
ก่อนที่จิตจะยอมรับความจริงว่า จิตเป็นอนัตตา
อันเป็นการทำลาย สักกายทิฏฐิ โดยตรงนั้น
ไม่มีทางทำอย่างอื่นได้ นอกจากการเจริญสติสัมปชัญญะพิจารณาลงที่จิต
เพื่อถอดถอนทำลายความเห็นผิดของจิตให้ได้


แต่ไม่ว่าจะพิจารณาอย่างไร ก็ไม่สามารถถอดถอนความเห็นผิดได้
เพราะ เรา กับ จิต แนบเป็นเนื้อเดียวกัน
เหมือนแสงสว่างกับความร้อนของดวงอาทิตย์ที่แนบมาด้วยกัน


มีแต่มรรคเท่านั้น ที่จะถอดถอนความเห็นผิดว่า จิตเป็นเรา ออกจากจิตได้
แต่ถ้าผู้ใดสามารถพิจารณาถอดถอนความเห็นผิดได้เอง
ก็เท่ากับ เรา ทำให้มรรคเกิดขึ้นได้
จิตก็ย่อมเป็นอัตตา ไม่ใช่อนัตตา เพราะสามารถบงการจิตได้ตามใจชอบ
มันจึงเป็นสองสิ่งที่ขัดแย้งกันเอง
คือ ถ้าจงใจให้ถึงธรรมได้ จิตก็เป็นอัตตา
แต่เมื่อจิตเป็นอัตตา จิตก็ถึงธรรมไม่ได้
กลายเป็นปัญหางูกินหาง หาเงื่อนต้นเงื่อนปลายไม่ได้


ต่อเมื่อใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่อง จนสิ้นสุดความสามารถ
จิตเข้าสู่มุมอับ ที่ไม่สามารถใช้สติปัญญาใดๆ ต่อไปได้อีก
จึงรู้จริงว่า ไม่สามารถบังคับหรือนำพาให้ จิต กับ เรา แยกออกจากกันได้
จิตนั้นเอง เป็นอะไรบางอย่าง ที่อยู่นอกเหนือการบังคับเอาตามใจชอบ
การรู้ความจริงนี้ คือการรู้ว่า จิตเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวเรา ของเรา
ความหลงผิดว่าจิตเป็นเรา ก็ไม่อาจแฝงตัวอยู่ในจิตได้อีก


การที่จิตจะเจริญสติสัปชัญญะ เจริญปัญญาจนสุดความสามารถได้นั้น
ต้องอาศัยความเด็ดเดี่ยวอย่างยิ่ง
จะคิดๆ เอาเองตามใจชอบไม่ได้
คือจะคิดเอาตามสัญญาที่ได้ยินมาว่า
จิตเป็นอนัตตา หรือจิตไม่ใช่เรา
แล้วก็งอมืองอเท้า หลอกตัวเองว่าจิตเข้าสู่มุมอับแล้ว
บังคับแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว
อย่างนี้ก็ต้องตกเป็นเหยื่อของสักกายทิฏฐิต่อไป
เพราะไม่ซื่อสัตย์ต่อตนเองในเรื่องการปฏิบัติธรรม


ก่อนที่จิตจะยอมรับความจริง ว่าจิตเป็นอนัตตา
จิตต้องต่อสู้สุดฤทธิ์สุดเดช เพื่อการถอดถอน เรา ออกจากจิต
เหมือนนักมวยที่ต้องสู้แทบสลบคาเวที ล้มลุกคลุกคลานเท่าไรก็ยังสู้
เหมือนจอมยุทธทั้งหลายที่ผมเล่ามาข้างต้น
ก่อนที่ปัญญาจะผลิตไม้ตายออกมาฟาดกิเลสให้กระเด็นออกจากหัวใจ
คือเห็นว่า จิตไม่ใช่เรา บังคับไม่ได้
แต่จะสู้แบบล้มมวย ไม่ได้อย่างเด็ดขาด


เมื่อใดที่ความเป็นเราขาดสะบั้นออกจากจิตแล้ว
ไม่ว่าจะย้อนมองคราวใด
จะไม่เห็นเงาของความเป็นเรา แอบแฝงคลุมเคลืออยู่ในจิตอีกเลย
แต่ถ้ามองลงในจิตคราวใด ก็ยังเป็นเราอยู่คราวนั้น
ก็ทราบได้เลยว่า ยังเป็นปุถุชนอยู่
งานที่จะต้องสู้เพื่อถอดถอนความเป็นเราออกจากจิตก็ยังมีอยู่


ที่จริงไม่อยากเล่าละเอียดนักหรอกครับ
เพราะกลัวพวกเราจะพากันล้มมวย
เสียก่อนที่จะได้ต่อสู้แบบถวายชีวิตบูชาพระศาสดา
แต่บางคนก็เวียนถามเช้ายันเย็น
ถ้าไม่ตอบ ผมคงไม่มีเวลาทำอย่างอื่นแน่ๆ
ส่วนคุณพัลวันนั้น เจ้าตัวเข้าใจแล้วว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป
ดังนั้น มีหน้าที่อะไร ก็ทำอันนั้นต่อไปครับ


ความเห็นที่ 19 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน อังคาร ที่ 25 เมษายน 2543 09:37:04
ไม่มีใครทำให้มรรค(ญาณ)เกิดขึ้นได้
มีแต่จิตที่พร้อมแล้วทั้งศีล สมาธิ และปัญญา เขาพลิกตัวออกจากโลกเอง


การปฏิบัติไม่ว่าขั้นไหน จึงหนีไม่พ้นการเจริญสติสัมปชัญญะ
อันเป็นเครื่องส่งเสริมศีล สมาธิและปัญญาให้บริบูรณ์


เมื่อเจริญสติสัมปชัญญะอยู่ อย่าลืมกิจของอริยสัจจ์ก็แล้วกัน
คือให้รู้ทุกข์ ให้ละสมุทัย
สิ่งใดปรากฏขึ้น สิ่งนั้นเป็นทุกข์
เรามีหน้าที่รู้มันไปด้วยจิตที่ปราศจากความอยาก


สิ่งที่ปรากฏนั้นอาจเป็นสิ่งหยาบๆ ภายนอก
หรือเป็นสิ่งละเอียดภายในก็ตาม
ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ถูกรู้ และแสดงไตรลักษณ์ทั้งสิ้น
เมื่อรู้สิ่งที่ถูกรู้ได้ชัดเจนตามความเป็นจริง ก็จะรู้ถึงผู้รู้ได้ด้วย


เมื่อรู้ถึงผู้รู้แล้ว ก็จะเห็นว่า จิตผู้รู้มี เรา แนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกันอยู่
ไม่มีทางแยกหรือทำลายได้เลย
ก็ให้ใช้หลักเดิมนั่นเอง คือรู้ อยู่ที่จิตที่เป็นเรานั้น ด้วยความเป็นกลาง
ปราศจากความอยาก และความยินดียินร้าย


ถึงจุดหนึ่งก็จะเข้าใจได้ด้วยตนเองว่า
จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็นมรรค เหมือนที่หลวงปู่ดูลย์สอนไว้
แต่ตราบใดที่จิตมี ความอยากทำลาย เรา แฝงอยู่
ก็คือยังไม่เห็นแจ้งในจิตตนเอง
เพราะจิตมีกิเลส มีตัณหาครอบงำ
ภพของจิตผู้รู้ก็ยังดำรงอยู่ตราบนั้น


เมื่อรู้จิตโดยปราศจากตัณหาจริงๆ เพียงแว้บเดียว
ภพของจิตผู้รู้ก็สลายตัวลงทันที และโดยปราศจากความจงใจ
เมื่อปราศจากภพ ก็เหมือนปราศจากภาชนะรองรับ
ความเป็นเราหรือสักกายทิฏฐิ ก็ตั้งอยู่ไม่ได้เพราะไม่มีที่ตั้ง
มันก็หลุดร่วงออกจากใจ
ความลังเลสงสัยในพระศาสนาก็ขาดไปพร้อมกัน
ความหลงผิดในแนวทางปฏิบัติที่ถือศีลบำเพ็ญพรตอย่างงมงาย
อันเป็นการปฏิบัติเหมือนคนที่อยากข้ามฝั่ง แต่วิ่งเลาะเลียบอยู่ริมฝั่ง
ก็เป็นอันหมดไปด้วยโดยอัตโนมัติ


การทำลายสักกายทิฏฐิอันเป็นสักโยชน์ตัวแรก
จึงมีของแถม เป็นแบบ 3 in 1
ไม่ใช่อย่างที่คุณพัลวันปรารภว่า สู้ตัวแรกก็ลำบากแล้ว
ยังจะต้องสู้ตัวต่อไปอีก
เพราะสังโยชน์แม้จะมีถึง 10 แต่การทำลายก็ทำลายเป็น 3 ชุด
ชุดแรกคือสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส
ชุดที่ 2 คือกามและปฏิฆะ
ชุดที่ 3 เป็นชุดใหญ่ คือสังโยชน์ที่เหลือทั้ง 5 ตัว
ดังนั้น อย่าไปท้อใจว่า จะต้องฝ่าตั้ง 10 ด่านนะครับ
ความจริง มีอยู่ 3 - 4 ด่านเท่านั้นเอง
ถ้าไม่เลิกสู้อย่างถูกทางเสียก่อน ยังไงก็ผ่านจนได้ครับ


ความเห็นที่ 38 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน ศุกร์ ที่ 28 เมษายน 2543 11:54:03
ขออนุญาตเพิ่มเติมสักเล็กน้อยครับ เดี๋ยวจะเกิดความสับสนในทางปฏิบัติกัน
คือผู้ปฏิบัตินั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องมองเห็นความเป็นเราของจิต
แล้วจึงจะละสักกายทิฏฐิได้
มีผู้ปฏิบัติมากมายทีเดียวที่เจริญสติปัฏฐานเพียงแค่รู้กาย หรือเวทนา
หรือรู้กิเลสตัณหาที่หมุนเวียนกันเกิดดับในจิต
แล้วจิตปฏิวัติตนเองไปสู่มรรคผล โดยไม่เคยเห็นจิตเป็นเรามาก่อนเลย


ดังนั้นใครไม่เห็นจิตเป็นเรา ก็ไม่ต้องพยายามเห็นนะครับ
เดี๋ยวการปฏิบัติจะผิดธรรมชาติไปหมด
คือไม่ได้รู้สภาวธรรมตามความเป็นจริงที่ตนรู้ได้
กลายเป็นไขว่คว้าปรุงแต่งการปฏิบัติขึ้นมา
เดี๋ยวจะเสียหายเสียเปล่าๆ ครับ

<Previous   Next>