header image
Home arrow กลยุทธในการปฏิบัติ arrow ทั่วไป arrow การพิจารณาธรรม
การพิจารณาธรรม
ความเห็นที่ 13 โดยคุณ สันตินันท์ วัน อังคาร ที่ 23 พฤศจิกายน 2542 09:26:04
ขอไม่เป็นอรรถกถาจารย์ล่ะครับ
เพราะธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้
สมบูรณ์พร้อมด้วยอรรถและพยัญชนะแล้ว
พวกเราเมื่อฟังธรรมของท่าน ก็ต้องพิจารณาไตร่ตรองเอาเอง
และแต่ละคนก็จะเข้าใจไปตามเหลี่ยมตามมุมที่ตนดำเนินมา
จึงจะแก้กิเลส และแก้ทุกข์ของตนเองได้
แล้วก็อาจจะนำมาเล่าสู่กันฟังเท่านั้นเอง
สาวกจะไปชี้ขาดว่า ธรรมของพระพุทธเจ้าบทนี้ๆ ทุกคนต้องเข้าใจอย่างนี้ๆ
ผมเห็นว่าไม่ถูกต้องหรอก
เพราะทำให้ธรรมซึ่งเป็นของมีชีวิตชีวา
กลายเป็นของแห้งกระด้างเสียหมด
แล้วจะไปสู้กับกิเลสที่เป็นของเคลื่อนไหวได้ ได้อย่างไร


อนึ่ง เป็นธรรมชาติในธรรมของพระพุทธเจ้ามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
ที่ผู้ฟังซึ่งมีหลายระดับ จะเข้าใจว่า
ธรรมที่พระองค์กำลังแสดงนั้น เจาะจงเพื่อประโยชน์ของตนโดยเฉพาะ
เพราะตนเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง และได้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาของตน
ซึ่งแน่ละว่า ผู้ฟังที่มีหลายระดับ ย่อมเข้าใจไม่เท่ากัน
แต่ก็ได้ประโยชน์ที่ตนสมควรได้


การพยายามทำให้ทุกคนเข้าใจธรรมที่พระองค์แสดง
อย่างเดียวกัน หรือเท่าๆ กัน
ก็คงทำให้ได้ปริญญาอย่างเดียวกัน
แต่อาจไม่เกิดประโยชน์ในการแก้ทุกข์
ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะตน เท่าที่ควรหรอกครับ


โดยคุณ สันตินันท์ วัน อังคาร ที่ 23 พฤศจิกายน 2542 09:26:04


ความเห็นที่ 30 โดยคุณ สันตินันท์ วัน พุธ ที่ 24 พฤศจิกายน 2542 11:43:03


ผมไม่ค่อยได้เข้าลานธรรม เลยไม่ได้อ่านเจตนาสูตร ที่คุณมะขามป้อมยกมา
แต่เมื่อทราบแล้ว ประเดี๋ยวจะไปหาอ่านในพระไตรปิฎกครับ


ข้อความที่คุณมะขามป้อมกล่าวที่ว่า
"อย่างนี้ที่แนวทางปฏิบัติที่เราควรทำก็คือ เจริญสติสัมปชัญญะ
ไปเรื่อยๆ จนจิตเขาอิ่ม และละวางไปเอง จะไปกำหนดกฎเกณฑ์
อะไรไม่ได้ ใช่ไหมครับ"


ขอเรียนว่าใช่อย่างยิ่ง
ครั้งหนึ่งผมเคยไปกราบเรียนการปฏิบัติต่อหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
และในตอนท้ายได้ปรารภกับท่านว่า
"ผมเจริญสติสัมปชัญญะอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังไม่ถึงความหลุดพ้นเสียที
ขอความอนุเคราะห์พ่อแม่ครูอาจารย์ โปรดให้อุบายที่ยิ่งขึ้นไปกับกระผมด้วย"
ท่านตอบเหมือนที่คุณมะขามป้อมสรุปนั่นเอง
คือตอบว่า "เมื่อเจริญสติสัมปชัญญะอยู่จนเป็นปกติแล้ว ก็หมดทางที่จะปฏิบัติต่อไป
มีแต่ต้องรอให้จิตเขาอิ่มเขาพอ แล้วเขาจึงจะหลุดพ้นของเขาเอง"


สิ่งที่พวกเราจะกระทำได้ก็คือเจริญสติ สัมปชัญญะ เจริญปัญญา ต่อไป


สำหรับเรื่องการเจริญปัญญานั้น ผมเพิ่งตอบเมล์น้องคนหนึ่งเมื่อเช้านี้
ขอยกคำตอบมาเล่าในที่นี้เลยนะครับ เพราะขี้เกียจพิมพ์ข้อความใหม่ในเนื้อหาเดิมๆ


การอธิบายการดำเนินจิตระหว่างปฏิบัติแทบทั้งหมด
ไม่เหมาะจะคุยด้วยตัวหนังสือหรอก เพราะมันยาว


ก่อนอื่นควรเข้าใจคำว่า "พิจารณาธรรมเสียก่อน"
พิจารณาธรรมมีตั้งแต่ขั้นหยาบเป็นสมถะ จนถึงขั้นกลางเป็นวิปัสสนาหยาบ
ขั้นละเอียดก็เป็นวิปัสสนาละเอียด


เช่นถ้านั่ง หรือเดินจงกรมอยู่ จิตใจฟุ้งซ่าน ไม่สงบเลย
ดูอะไรก็ไม่รู้เรื่องเลย
อาจจะแก้ปัญหาเพื่อให้จิตตั้งมั่นเป็นธรรมเอกด้วยการทำสมถะ
เช่นการเดินเอาสติจ่อลงไปที่เท้า และถ้าฟุ้งมากก็บริกรรมควบไปด้วยเช่น
ขวา ซ้าย ขวา ซ้าย เป็นต้น
หรือจะแก้ด้วยการพิจารณาธรรมก็ได้ เช่นเดินอยู่ก็คิดพิจารณาว่า
นี่เราเดินใกล้ความตายไปทีละก้าวแล้ว อายุของเราสั้นลงทุกย่างก้าว
ทุกลมหายใจเข้าออก ตอนนี้เรามีทุกสิ่งทุกอย่าง มีพ่อแม่พี่น้องญาติมิตร
ทรัพย์สินเงินทองหน้าที่การงาน มีของรักของเจริญใจหลายอย่าง
แต่เมื่อเราตายไป สิ่งเหล่านี้ก็จะกลายเป็นสมบัติของคนอื่น
กระทั่งร่างกายนี้ก็เอาไปไหนไม่ได้ ต้องทิ้งคืนเป็นธาตุไว้กับโลก ...
เป็นต้น


คิดพิจารณาอย่างนี้ จะทำให้จิตสงบลง ธรรมเอกหรือตัวรู้ก็จะเด่นชัดขึ้นมา


คราวนี้ก็มาถึงการพิจารณาขั้นกลาง(ขั้นเหล่านี้พี่บัญญัติเองเพื่อให้ไพรู้เรื่อง)
อันนี้ไม่ใช่การใช้ความจงใจคิดอย่างแบบแรก
คือเมื่อจิตสงบ รู้ตัว และเดินอยู่นั้น ให้ทำความรู้ตัวสบายๆ
กับการเดินนั้น ไม่ต้องสนใจว่า จะพิจารณาธรรมอะไร แต่เมื่อเดินๆ ไป
จิตมันจะคิดนึกขึ้นมาเอง ว่ามันจะพิจารณาธรรมอะไร เช่นเดินๆ อยู่
จิตอาจจะสนใจเข้าไปจับรูป จิตเห็นรูปเป็นหุ่นยนต์เดินไปเดินมา
เห็นมันเป็นก้อนธาตุ ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ .. หรือเดินๆ อยู่เกิดเมื่อย
จิตจับเข้าพิจารณาเวทนา เห็นความเมื่อยไม่ใช่เรา
เป็นของแปลกปลอมเข้ามาในกายเท่านั้น ..
หรือเดินไปแล้วเห็นกิเลสตัณหาผุดขึ้น ก็รู้ความเกิดดับของมันไป ฯลฯ


การปฏิบัติในขั้นวิปัสสนานั้น คำว่าพิจารณาก็คือคำว่า รู้ๆๆ ไม่ใช่คิด
หลวงพ่อพุธท่านพูดเรื่องนี้บ่อยๆ ว่า "รู้เฉยๆ ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
นั่นแหละพิจารณาแล้ว" จิตจะเห็นขันธ์ 5 ทำหน้าที่ของมันเรื่อยๆ ไป


ยังมีการรู้หรือการพิจารณาหรือการเดินวิปัสสนาในขั้นละเอียดอีกอย่างหนึ่ง
อันนี้จิตต้องเป็นไปเองโดยปราศจากความจงใจ เช่นเมื่อเดินๆ อยู่
จิตรวมลงไปโดยไม่จงใจ ไม่มีคน ไม่มีโลก ร่างกายจะหยุดยืนนิ่งๆ อยู่
จิตหมดความคิดเป็นคำพูด
แต่จะมีสังขารละเอียดผุดขึ้นมาสู่ภูมิรู้ของจิตเป็นระยะๆ เกิดแล้วดับ
เกิดดับๆๆ ไปเรื่อยๆ เป็นระยะๆ
อันนี้ขนาดหมดความคิดแล้วก็ยังเรียกว่าการพิจารณาเหมือนกัน
คือจิตมันวิจารธรรม มันเคล้าเคลียอยู่กับธรรม มีแต่เกิดดับให้รู้ล้วนๆ
ไม่มีความคิดเป็นคำพูด


เรื่องมันยาวอย่างนี้แหละ เมื่อวานถามพี่ทางตัวหนังสือ จึงไม่ได้ตอบให้
และความจริง ถ้ารู้ว่า ความสงสัยเกิดขึ้นแล้วดับไป มันก็หมดเรื่องแล้ว


พี่ไม่ค่อยอยากแจกแจงธรรมอะไรมากนักให้กับผู้ปฏิบัติ
เพราะสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นความจำ แล้วมันจะปิดกั้นปัญญาในภายหลัง
คือจิตมันจะคิดว่า เรื่องนี้ฉันรู้แล้ว
และหมดความสนใจที่จะพิจารณาในธรรมเรื่องนี้ ยิ่งรู้ตำรามากๆ
จิตก็ยิ่งปิดกั้นตนเอง เพราะอะไรๆ ก็รู้หมด จิตไม่สามารถเดินปัญญาได้


ด้วยเหตุนี้ พี่จึงย้ำบ่อยๆ ว่า ไม่อยากช่วยทำการบ้านให้น้องๆ หลานๆ
เพราะสิ่งที่ได้ ไม่คุ้มกับสิ่งที่เสียหรอกครับ
และที่พูดเรื่อง "รู้แล้วทิ้ง" นั้น ก็เพราะไม่ต้องการให้พยายามจดจำความรู้ต่างๆ
ที่เกิดขึ้นไว้ แม้จะเป็นความรู้ถูก รู้ตรง ก็ไม่ต้องจำไว้
เราปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ ไม่ได้ปฏิบัติเอาความรู้
จะไปหวงความรู้ความเห็นต่างๆ ไว้ทำไม พี่จึงบอกพวกเราบ่อยๆ ว่า รู้แล้วทิ้ง ๆ ๆ
จิตใจจะได้ปลอดโปร่ง ปฏิบัติเจริญสติต่อไปได้อย่างเบากายเบาใจ


โดยคุณ สันตินันท์ วัน พุธ ที่ 24 พฤศจิกายน 2542 11:43:03

<Previous   Next>