|
ในชั้นเริ่มแรกเราไม่สามารถเห็นรูปนามทุกขณะจิตได้หรอกครับ เอาแค่ว่าให้รู้ว่าอันไหนรูป อันไหนนาม ส่วนนามก็รู้ว่า จิตกับเจตสิกธรรมมันต่างกัน ทำหน้าที่ต่างกัน ถ้าจำแนกจิตกับเจตสิกอันเป็นธรรมต่างกันที่เกิดดับด้วยกันได้ แล้วระลึกรู้กาย เวทนา จิต ธรรม จะพบว่าไม่มี ความเป็นตัวเรา ในสิ่งที่ถูกรู้เลย กายก็เป็นเพียงก้อนธาตุ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นสิ่งเกิดๆ ดับๆ ตัวของมันโดดๆ ไม่มีการประกาศว่าเป็นตัวตนเลย แต่เมื่อใดธรรมเหล่านี้สมคบทำงานร่วมกัน ความเห็นว่าเป็นตัวเรา ก็จะเกิดขึ้น เพราะเกิดจากจิตไปหลงตามความคิดปรุงแต่งเท่านั้นเอง
เมื่อจิตเห็นความไม่มีตัวตนมากเข้าๆ ถึงจุดหนึ่งจิตก็จะตัดสินด้วยปัญญา สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลลพพตปรามาส ก็จะขาดไปพร้อมกัน
แม้ในขั้นที่เป็นพระโสดาบันแล้ว จิตก็ยังไม่มีความสามารถที่จะรู้ความเกิดดับได้ทุกขณะจิต ก็ต้องเพียรรู้ความเกิดดับนั้นต่อไป จะรู้ได้มากขึ้น ละเอียดขึ้นเป็นลำดับๆ ไป
ในขณะที่เผลอสตินั้น จิตจะยึดว่าจิตเป็นตัวตน แต่ถ้ามีสติเมื่อใด มองดูสิ่งใดสิ่งนั้นก็ไม่เป็นตัวตน
จิตจึงค่อยเรียนรู้ไปตามลำดับว่า ความยึดว่าจิตเป็นตัวตน ยังมีอยู่ แต่ความเห็นว่า จิตเป็นตัวตน ไม่มีอยู่ และไม่ว่าจะมองอย่างไร จิตก็ยังเป็นจิตอยู่นั่นเอง
ปฏิบัติมากเข้าๆ ก็เริ่มจะเห็นร่องรอยอะไรบางอย่างว่า ที่จริงจิตที่เราเรียกว่า จิตผู้รู้ (หรือธรรมอันเอกเป็นเครื่องมือที่ใช้มานั้น) ก็ไม่ใช่จิต แต่มันเป็นเพียงสภาวะอันเกิดจากการประชุมกันของนามขันธ์ คือเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เท่านั้น นามขันธ์ต่างก็ทำหน้าที่ประกอบกัน จนรู้สึกเกิดเป็น"จิตผู้รู้" ขึ้นมา (เหมือนธาตุ 4 ประชุมกันแล้วมีสัญญาหมายรู้ว่าเป็น "กาย" ขึ้นมา) แท้จริง จิตก็ไม่ใช่จิต ความยึดในจิตก็จะดับสลายไป เพราะเห็นแล้วว่า จิตผู้รู้ที่เรายึดว่าเป็น จิตเรา นั้น คือการประชุมกันของนามขันธ์ เท่านั้นเอง
อันนี้ เป็นการกระจายนามขันธ์ชั้นในสุดออกอีกทีหนึ่ง เพื่อทำลายอุปาทานในจิต
ที่เล่ามานี้ น้องใหม่ฟังไม่รู้เรื่องก็ไม่เป็นไรนะครับ กะจะเล่าให้น้องเก่าบางคนฟังเท่านั้นเอง ว่าผมปฏิบัติมาอย่างนี้ แต่ช่วงสุดท้ายยังไม่ยืนยันผล ผิดถูกขอให้พิจารณากันเอาเองเถอะครับ และที่เล่าก็เพราะต้องการบอกว่า เมื่อใช้ จิตผู้รู้ ในการไปรู้ความเกิดดับของรูปนามมากพอแล้ว จนจิตมีแต่ว่าอิ่มตัว รู้ สงบ เบิกบาน ผ่องใส เต็มที่แล้ว ก็ถึงเวลาจะต้องทำลาย จิตผู้รู้ทิ้ง ต่อไป อย่ายึดตัว จิตผู้รู้ เอาไว้อีก
แต่ตอนนี้ อย่าเพิ่งให้ความคิดล้ำหน้า ไปทิ้งเรือเสียก่อนจะถึงฝั่งนะครับ โดยคุณ : สันตินันท์ - [24 พ.ค. 2542 07:46:16]
มีคำอยู่ 2 คำ คือคำว่า "ปัจจุบัน" คำหนึ่ง กับคำว่า "ทุกขณะจิต" คำหนึ่ง ตามตำราแล้วจิตเกิดดับรวดเร็วมาก มีคำกล่าวว่า ชั่วลัดนิ้วมือเดียวแสนโกฏิขณะ ดังนั้น ไม่มีใครมีปัญญาจะมองได้ทันแน่ครับ การปฏิบัติจึงลดลงมาเพียงแค่ว่า ให้รู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏในปัจจุบัน เท่านั้น
จิตนั้นมีธรรมชาติอย่างหนึ่ง คือรู้อารมณ์ได้ทีละอย่างเดียวเท่านั้น หากอารมณ์ใดปรากฏชัด ก็ให้รู้อารมณ์นั้นไป จะเป็นรูป หรือเป็นนามก็ได้ แต่การรู้นั้น ต้องรู้ด้วยจิตที่เป็นกลางซึ่งนักปฏิบัติมักเรียกว่า จิตผู้รู้ เพื่อให้รู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง ไม่ใช่ตามที่เราเสกสรรปั้นแต่งเอาด้วยความอยาก เช่นเมื่อเห็นสาวเดินมา ก็รู้ว่าสาวเดินมา (ที่จริงก่อนที่จิตจะแปลได้ว่าสาวเดินมา จิตได้ผ่านขั้นตอนการทำงานไปมากมายแล้ว แต่ในชั้นนี้เราแยกไม่ทัน พอเห็นก็สรุปว่าสาวเดินมาแล้ว เราก็รู้เท่าที่เรารู้ คือรู้ว่าสาวเดินมา ไม่ต้องไปคิดวุ่นวายว่า ที่เห็นคือสี เห็นเพราะตากระทบรูปคือสี และมีจักษุวิญญาณ แล้วสัญญาบอกว่าผู้หญิงฯลฯ ไม่ต้องวุ่นวายสร้างภาระให้จิตขนาดนั้นครับ) เมื่อเห็นสาวเดินมาแล้ว ถ้าจิตมีสติปัญญารวดเร็วพอ ก็จะเห็นเป็นเพียงก้อนธาตุอันหนึ่ง แต่ถ้าเห็นแล้ว จิตใจเราหวั่นไหว ความหวั่นไหวนั้นเป็นนามธรรมที่กำลังปรากฏและแรงพอที่จะให้เราสนใจได้ เราก็รู้ว่าจิตกำลังหวั่นไหว ไม่ต้องไปห้ามมัน
สรุปแล้ว สภาพธรรมใดปรากฏชัดในปัจจุบันนั้น ก็รู้มันเท่าที่จะรู้ได้ ไม่ต้องไปคิดเรื่องรู้ทุกขณะจิตหรอกครับ อันนั้นเป็นญาณละเอียดระดับพระพุทธเจ้าจะรู้ได้ เราเอาหยาบๆ แค่ปัจจุบันธรรม ซึ่งมีคาบเวลาอันหนึ่งก็พอแล้ว โดยคุณ : สันตินันท์ - [24 พ.ค. 2542 13:02:18] |