|
ความคิดเห็นที่ 4 : (สันตินันท์)
การปฏิบัติทางจิต กับการออกกำลังกายก็คล้ายกันครับ นักมวย หรือนักกีฬานั้น เขาต้องฟิตซ้อมร่างกายให้แข็งแรง เช่นออกวิ่งตอนเช้าๆ การวิ่งของนักมวยนั้น ไม่ได้เอาประโยชน์ที่การวิ่ง แต่เอาประโยชน์ที่ร่างกายแข็งแรงแล้ว เอาไปใช้ชกมวย
ทางจิตก็เหมือนกันครับ คือเราจะต้องฟิตซ้อมด้วยการเฝ้ารู้เฝ้าดูจิตใจ หรือทำความสงบสลับกับการเจริญวิปัสสนาไป เพื่อให้มีสติสัมปชัญญะ มีปัญญาว่องไว แล้วเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆ ได้
เช่นเวลาเราทำงาน หรือคุยกับคนอื่น เราเฝ้ารู้อยู่ที่จิตไม่ได้ (เหมือนกำลังชกมวย จะตั้งท่าวิ่งไม่ได้) แต่ทันทีที่คุยแล้วกิเลสเกิด ตัณหาเกิด จิตจะมีสติรู้ทันขึ้นมาอย่างอัตโนมัติ
ดังนั้นการฝึกกับการออกสนามจริงจึงไม่เหมือนกัน ถ้ากำลังชกมวยอยู่ มัวคิดถึงท่าวิ่ง ก็ถูกชกหมอบสิครับ หมายถึงว่า ถ้ากำลังคุยกับคนอื่น แล้วย้อนมาเฝ้าอยู่ที่จิต จนความคิดดับ ก็คุยกับใครไม่ได้เลย
จากคุณ : สันตินันท์ [ 11 มิ.ย. 2542 / 08:20:04 น. ]
ความคิดเห็นที่ 8 : (สันตินันท์)
จิตรู้อารมณ์ได้ทีละอย่างเท่านั้นครับ ถ้าพยายามฝืนจะรู้หลายๆ อย่างพร้อมกัน จิตจะฟุ้งซ่าน ไม่มีเอกัคตา จะทำวิปัสสนาก็ไม่ได้ สมถะก็ไม่ได้ เป็นการเพิ่มงาน เพิ่มภาระให้จิตโดยเปล่าประโยชน์ครับ
แต่ถ้าคุยแล้วเกิดความมันส์ หรือเกิดราคะโทสะอะไรก็แล้วแต่ ให้จิตมันรู้ทันขึ้นเองเป็นอัตโนมัตินะครับ จึงจะเรียกว่าพอจะทำได้จริงในชีวิตประจำวันแล้ว แต่จะทำอย่างนั้นได้ เราก็ต้องฝึกฝนเข้ม มาสักช่วงหนึ่งแล้ว
จากคุณ : สันตินันท์ [ 11 มิ.ย. 2542 / 20:24:48 น. ]
ความคิดเห็นที่ 11 : (สันตินันท์)
ถ้ากิเลสมันแรงจัดนัก จนสติปัญญาสู้ไม่ไหวแล้ว สำหรับ คุณมวยวัด คงต้องแก้ด้วยการหยุดหายใจไว้ชั่วคราว กิเลสนั้นมันทำเก่งได้ ก็เฉพาะเมื่อมันรู้สึกปลอดภัย ถ้ามันเห็นว่าร่างกายอันเป็นที่รักจะทนไม่ไหว มันก็ถอยไปเอง เพื่อเลี้ยงคุณมวยวัดไว้เชือดในเวลาอื่นต่อไป
จากคุณ : สันตินันท์ [ 12 มิ.ย. 2542 / 09:06:09 น. ] |