header image
Home arrow กลยุทธในการปฏิบัติ arrow ทั่วไป arrow การปฏิบัติจิตของคนละเอียด
การปฏิบัติจิตของคนละเอียด
ความเห็นที่ 6 โดยคุณ สันตินันท์ วัน จันทร์ ที่ 13 ธันวาคม 2542 15:38:31
อ่านเรื่องการปฏิบัติของหลานทองคำขาวแล้ว
ก็เกิดปีติและอนุโมทนาที่ปฏิบัติได้ละเอียดดี
การปฏิบัติมันก็เป็นของมันอย่างนั้นแหละครับ
โดยเฉพาะเรื่อง สติ นั้น ต้องฝึกจนให้มันทำงานเองเป็นอัตโนมัติ
ไม่ต้องจงใจกำหนด
คล้ายๆ กับว่าในภาวะปกติของจิต จิตก็อยู่เฉยๆ
สติสักแต่ระลึกรู้สิ่งที่ผ่านมาผ่านไปตามสบาย
เมื่อใดเห็นสิ่งแปลกปลอมที่ไม่ชอบมาพากล สติก็จะตั้งตัวปั๊บขึ้นมาทันที
เหมือนอย่างทหารยาม เวลาปกติเฝ้าอยู่ที่ประตู
คนผ่านไปผ่านมาก็สักแต่ว่ารู้เฉยๆ ไม่ต้องคอยเพ่งจ้องละเอียดไปทุกคน
ต่อเมื่อเจอคนที่ดูไม่น่าวางใจ ก็จะสนใจเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ
ถ้าฝึกจนมันเป็นเองอย่างนี้ การปฏิบัติก็สบายขึ้นมากครับ


ที่ทองคำขาวถามว่า
ผมมองเห็นไม่ทันช่วงระหว่างที่สัญญาได้เกิดขึ้น
ผมได้เห็นแต่ความเผลอกับความมัวที่อยู่ระหว่างนั้น
ตรงช่วงที่เกิดความเผลอ ความมัวขึ้นนั้นช่วงนี้
ตรงนี้ครับที่อยากทราบว่า มันคืออะไร มีอะไรปรากฏคั่นอยู่ครับ


ตรงช่วงนั้นเป็นช่วงที่จิต ไม่รู้ ครับ
คืออวิชชามันทำงานครอบงำจิตจนเราไม่เห็นจิต


ที่จริงตรงที่สัญญาเกิดนั้น จะไม่เผลอ ไม่มัวก็ได้
อย่างที่ผมปฏิบัติอยู่นี้ ก็ไม่ได้ห้ามสัญญา
เมื่อตาเห็นรูป รูปสัญญาก็เกิด รู้ว่ารูปอะไร สีอะไร
เมื่อหูได้ยินเสียง สัทสัญญาก็เกิด รู้ว่าเสียงอะไร
เมื่อธัมมารมณ์เกิดขึ้น สัญญาทางใจก็เกิดขึ้น


ตรงที่สัญญาทางตา หู จมูก ลิ้น และกายเกิดขึ้นนั้น
มันอาศัยผัสสะเป็นปัจจัย
แต่การมีผัสสะทางตา หู จมูก ลิ้น และกายนั้น
จะปรากฏเวทนาขึ้นด้วย บางคราวสัญญาก็ไปหมายรู้เวทนานั้น
เป็นการรับรู้ธัมมารมณ์ที่เนื่องด้วยตา หู จมูก ลิ้น และกาย
แต่บางทีทั้งที่ไม่มีการกระทบทางตา หู จมูก ลิ้น และกาย
แต่จิตที่ทรงตัวรู้อยู่นั้น จู่ๆ เขาก็ปรุงสัญญาผุดวับขึ้นมา
ตรงนี้ห้ามไม่ได้ครับ และไม่ต้องไปห้ามด้วย
เช่นเรากำลังเดินจงกรมรู้จิตที่ว่าง สงบ สะอาด สว่างอยู่
แล้วจู่ๆ ภาพของแมวขาเป๋ที่เคยเห็นเมื่อ 8 ปีก่อนและลืมไปนานแล้วก็ผุดขึ้นมา
สัญญาก็หมายรู้ไปเป็นลำดับว่านี่เป็นภาพอะไร เมื่อไหร่


ตรงที่ผุดขึ้นนี้ จิตจะมัวก็ได้ ไม่มัวก็ได้
แต่ถ้าจิตไม่มัว คือจิตเห็นจิตอยู่ และอวิชชาไม่ครอบงำจิต
จิตฉลาด จิตรู้ว่า ถ้าหลงปรุงแต่งไป จะนำทุกข์มาให้
จิตก็สักว่ารู้ว่าเห็นภาพแมวขาเป๋นั้น
แล้วก็จบลงเท่านั้น
ไม่มีสังขารปรุงต่อไปว่า โถ ป่านนี้มันจะเป็นยังไงนะ
คงจะตายเสียแล้วกระมัง น่าสงสารเหลือเกิน


เพราะความไม่รู้ เพราะความไม่ฉลาดของจิต จึงเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร
แล้วมโนวิญญาณก็หยั่งลง สร้างสายแห่งปัจจยาการต่อไปอีก


แต่ถ้าขณะที่มีผัสสะ เกิดเวทนา และเกิดสัญญานั้น
จิตฉลาด จิตไม่มัว จิตจะสักว่ารู้ว่าเห็น แล้วจบลงเพียงนั้น
ไม่มีการปรุงแต่งให้เกิดภาระกับจิตต่อไปอีก


ผมไปอยู่วัดป่าคราวนี้ เดินจงกรมเป็นหลักครับ
จิตก็ทรงตัวรู้ ว่างอยู่เฉยๆ แล้วเห็นสัญญาผุดขึ้นมาเรื่อยๆ
พอรู้แล้วก็วางให้มันจบอยู่แค่นั้น ไม่ปรุงขยะมาให้จิตแบกรับไว้
ภาวะที่จิตสักว่ารู้นั้น จิตกับธรรมชาติจะกลมกลืนเป็นอันเดียวกัน
ปราศจากน้ำหนักเหมือนๆ กัน
แต่เมื่อใดอวิชชาทำงานครอบงำจิต
รู้ไม่สักว่ารู้
แต่รู้แล้วปรุงต่อ
จิตกับธรรมชาติจะแยกออกเป็นสองทันที
ธรรมชาติปราศจากน้ำหนัก แต่จิตมีน้ำหนัก
ซึ่งก็คือน้ำหนักของก้อนอัตตาตัวตน หรือก้อนทุกข์นั่นเอง


เมื่อปฏิบัติมากเข้าๆ สติเราจะไวจนถึงขั้นกระทบปั๊บ สัญญาผุดปั๊บ
แล้วก็จบลงแค่นั้น
จิตไม่ปรุงแต่งกิเลส กิเลสไม่ปรุงแต่งจิตต่อไปอีก
แต่เมื่อเรายังไม่ไวพอ เราไม่เห็นตอนสัญญาผุดขึ้นจากความว่าง
ไม่เห็นตอนที่สังขารปรุงแต่งกิเลสขึ้นมาเป็นความมัวความเผลอ
เราก็เลยยังสงสัยว่า ตรงนี้มีอะไรมาคั่นอยู่


สิ่งที่คั่นก็คือ อวิชชาเป็นปัจจัยของสังขาร
สังขารเป็นปัจจัยของวิญญาณ
วิญญาณเป็นปัจจัยของนามรูป


ตรงที่ขุ่นที่มัวนั้น นามรูปมันเกิดขึ้นมาเต็มที่ของมันแล้วครับ
ยังขาดอยู่ก็แต่ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ และทุกข์
ซึ่งมันพัฒนาไปตรงนั้นไม่ได้
เพราะทองคำขาวรู้ทันมันเสียก่อนแล้วครับ


ที่ปฏิบัติมาได้ขนาดนี้ อาก็อนุโมทนาด้วย
นานๆ จะมีคนคุยกันเรื่องนี้รู้เรื่องเสียที
แต่ที่สำคัญสำหรับการปฏิบัติต่อไปนั้น
อย่าไปพยายามจงใจค้นคว้าลงไปนะครับ
จิตจะกระดอนออกมาสู่ความหยาบอีก


โดยคุณ สันตินันท์ วัน จันทร์ ที่ 13 ธันวาคม 2542 15:38:31

<Previous   Next>