header image
Home arrow หลักการปฏิบัติธรรม arrow ทั่วไป arrow อานาปานสติ
อานาปานสติ
ความคิดเห็นที่ 11 : (สันตินันท์)


สภาวะจิตผู้รู้ก็คือ จิตที่ตื่น(จากหลับทั้งที่ลืมตา)และเบิกบาน
เป็นตัวของตัวเอง ไม่ถูกบังคับครอบงำด้วยกิเลสตัณหา
ไม่ใช่สภาวะจิตที่ถูกปั้นแต่งเอาตามอำนาจกิเลสตัณหาให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้
ที่คุณหมอ Lee ทำได้ง่ายในครั้งแรก
ก็เพราะมีสติรู้เข้าไปตรงๆ ตามธรรมชาติ ธรรมดา
ก็รู้ถึงกิเลสตัณหาที่แทรกเข้ามาในจิตใจ โดยจิตเป็นผู้รู้ผู้ดูเท่านั้น
ทำง่ายก็เพราะตอนนั้นยังไม่ได้ตั้งท่าที่จะปฏิบัติครับ

แต่การปฏิบัติในช่วงต่อมา ไม่เป็นธรรมชาติ ธรรมดา
หากแต่เป็นการปรุงแต่งจิตผู้รู้
จะให้มันมีที่อยู่บ้าง ให้มันใส มันสว่าง มันนิ่ง บ้าง
เพราะลืมไปว่า ที่นิ่ง ที่สว่าง ที่ว่าง ที่ใส อะไรทั้งหมดนั้น
มันเป็นสิ่งที่ถูกรู้ทั้งสิ้น
เมื่อใดจำแนกได้ว่า อันนี้ถูกรู้ ก็จะรู้จักจิตผู้รู้เอง โดยไม่ต้องจงใจ


เหมือนอย่างที่คุณหมอ Lee กำหนดลมหายใจ ลมเข้าก็รู้ ลมออกก็รู้
แล้วแยกผู้รู้ได้นั่นแหละครับ ดีมากทีเดียว
ตรงกับที่พระพุทธเจ้าท่านสอนให้รู้ตามที่มันเป็นจริง
ท่านไม่เคยสอนให้เราแต่งจิตให้สงบระงับ
ขอยกพระสูตรมาให้อ่านกันเลยครับ เพราะถ้าพูดเอง
ก็อาจจะเกิดข้อถกเถียงอะไรกันวุ่นวายอีก


พระไตรปิฎกเล่มที่ 14 พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๖
มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ อานาปานสติสูตร


[๒๘๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้
ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญอานาปานสติอยู่ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้ว
ทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก
ภิกษุที่เจริญอานาปานสติแล้ว ทำให้มากแล้ว
ย่อมบำเพ็ญสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์ได้
ภิกษุที่เจริญสติปัฏฐาน ๔ แล้ว ทำให้มากแล้ว
ย่อมบำเพ็ญโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์ได้
ภิกษุที่เจริญโพชฌงค์ ๗ แล้ว ทำให้มากแล้ว
ย่อมบำเพ็ญวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ได้ ฯ


***ตรงนี้ ท่านใดที่คิดว่า อานาปานสติเป็นแค่สมถะ
ขอให้พิจารณามากหน่อยนะครับว่าตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่
เพราะอานาปานสติจะเป็นสมถะ หรือวิปัสสนาก็ได้***


[๒๘๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้วอย่างไร
ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี
อยู่ในเรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่นเฉพาะหน้า
เธอย่อมมี สติ หายใจออก มีสติหายใจเข้า
เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า หายใจออกยาว
หรือเมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจออกสั้น
หรือเมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้าสั้น
สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจออก
ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจเข้า
สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจออก
ว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้า
สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติ หายใจออก
ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ ปีติ หายใจเข้า
สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุข หายใจออก
ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุข หายใจเข้า
สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตสังขาร หายใจออก
ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตสังขาร หายใจเข้า
สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักระงับจิตสังขาร หายใจออก
ว่าเราจักระงับจิตสังขาร หายใจเข้า
สำเหนียกอยู่ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิต หายใจออก
ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิต หายใจเข้า
สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักทำจิตให้ร่าเริง หายใจออก
ว่าเราจักทำจิตให้ร่าเริง หายใจเข้า
สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักตั้งจิตมั่น หายใจออก
ว่าเราจักตั้งจิตมั่น หายใจเข้า
สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเปลื้องจิต หายใจออก
ว่าเราจักเปลื้องจิต หายใจเข้า
สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความไม่เที่ยง หายใจออก
ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความไม่เที่ยง หายใจเข้า
สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณา ความคลายกำหนัด หายใจออก
ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความคลายกำหนัด หายใจเข้า
สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความดับกิเลส หายใจออก
ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความดับกิเลส หายใจเข้า
สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความสละคืนกิเลส หายใจออก
ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความสละคืนกิเลส หายใจเข้า


ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้
ทำให้มากแล้วอย่างนี้แล จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ฯ


*****************************************


จะเห็นว่า
พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สอนให้ทำอานาปานสติแบบน้อมจิตเข้าหาความสงบ
แต่ท่านสอนในเบื้องต้นให้มี สติรู้ลมหายใจเสียก่อน
แล้วค่อยแยกเอา ผู้(กำหนด)รู้ หรือจิตผู้รู้ ออกมาอีกชั้นหนึ่ง
เป็นผู้นั่งรู้นั่งดูลมหายใจไปเรื่อยๆ ไม่ต้องปรุงแต่งลมหายใจ
ต่อมาจิตมีกำลังขึ้น ท่านก็สอนให้รู้นามธรรมที่กำลังปรากฏ
โดยจิตผู้รู้ก็เป็นผู้รู้อยู่ต่างหาก ไม่หลง ไม่ไหล เข้าไปคลุกกับนามธรรมทั้งปวง
และเมื่อจิตพิจารณาธรรมต่างๆ ก็มีผู้รู้การพิจารณาอยู่อีกชั้นหนึ่ง
และท่านย้ำในตอนท้ายว่า
ถ้าทำอานาปานสติอย่างนี้ให้มาก จึงจะมีผลมาก มีอานิสงส์มาก
แต่ถ้าทำอานาปานสติแบบอื่น คือแบบไม่มี ผู้รู้
จะไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มากหรอกครับ
เพราะได้แค่ความสงบแบบทื่อๆ งัวเงียไปตามเรื่องของโมหะและราคะเท่านั้น


นี่แหละครับ ผมจึงเห็นว่า ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เรียงร้อยเป็นสายเดียวกัน
เสียดายแต่ชาวพุทธมากมาย หลงไปเรียนวิปัสสนาอะไรให้ยุ่งเหยิง
แทนที่จะอ่านคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ถึงจิตถึงใจ
ของเปิดเผย กระจ่างแจ้งแท้ๆ ทั้งนั้นครับ
และถ้ามีจิตผู้รู้แล้ว ไม่สามารถแยกรูปนามขันธ์ 5 ได้
ก็ขอให้ช่วยกันประนามผมอย่างพร้อมเพรียงกันได้เลยว่าเป็นจอมลวงโลก
เพราะแม้ผมเอง ก็จะต้องประนามตนเองเช่นนั้นเหมือนกัน


ทีแรกว่าจะเขียนเรื่องนี้เป็นกระทู้ต่างหาก
แต่เมื่อคุณหมอ Lee มากล่าวถึงการมีผู้รู้ด้วยการทำอานาปานสติแล้ว
ก็ขอนำพระสูตรมากล่าวไว้ที่นี้เลย เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์


จากคุณ : สันตินันท์ [ 21 ต.ค. 2542 / 09:32:24 น. ]

<Previous