header image
Home arrow หลักการปฏิบัติธรรม arrow ทั่วไป arrow สัมมาสติ สัมมาสมาธิ
สัมมาสติ สัมมาสมาธิ
ความคิดเห็นที่ 1 : (สันตินันท์)

ก่อนจะกล่าวถึงสติและสมาธิอื่นๆ
หากเข้าใจว่าอะไรคือสัมมาสติ และสัมมาสมาธิ
ก็จะได้คำตอบเองว่าสิ่งที่ไม่ใช่สัมมานั้นเป็นอย่างไร

พระผู้มีพระภาคทางแสดงสัมมาสติด้วย สติปัฏฐาน
และแสดงสัมมาสมาธิด้วย ฌาน 4
เรื่องเหล่านี้คุณ morning_glory รู้ซึ้งแก่ใจดีอยู่แล้ว
อย่าต้องให้ผู้อื่นกล่าวเลยครับ น่าจะช่วยอธิบายเสียเองก็แล้วกัน

จากคุณ : สันตินันท์ [ 11 มิ.ย. 2542 / 19:54:22 น. ]

ความคิดเห็นที่ 3 : (สันตินันท์)

คุณ morning_glory มาบ่นอุบอิบกับผมว่า
อยากฟังธรรม ไม่ได้อยากแสดงธรรม
จึงจำเป็นต้องฉลองศรัทธาเสียหน่อยครับ

ลำพังสติและสมาธินั้น เป็นองค์ธรรมฝ่ายบวก ในตัวของมันเองอยู่แล้ว
แต่จะให้เป็นสัมมาสติ และสัมมาสมาธิได้
ก็จำเป็นต้องเพิ่มคุณสมบัติอื่นลงไปด้วย

สัมมาสตินั้น เป็นสัมมาสติได้เพราะอาศัยพื้นฐานจากสัมมาสมาธิ
และเมื่อเจริญสัมมาสติไปจนเต็มภูมิแล้ว จิตก็จะมาหยุดอยู่ในสัมมาสมาธิ
ก่อนที่จะก้าวกระโดดไปสู่อริยมรรค อริยผล
ส่วนสัมมาสมาธิ จะเป็นสัมมาสมาธิได้ ก็ต้องอาศัยสัมมาสติ

ธรรมคู่นี้ จึงเป็นธรรมที่เกื้อกูลกันเองอย่างมาก
ถ้าขาดอันหนึ่ง อีกอันหนึ่งก็เกิดขึ้นไม่ได้

ก่อนที่เราจะเจริญสติปัฏฐานหรือทำสัมมาสติได้นั้น
เราต้องเตรียมจิตให้พร้อมที่จะเจริญสติปัฏฐานเสียก่อน
นั่นคือจิตจะต้องมี สัมมาสมาธิ
ได้แก่การที่จิตมีความเป็นหนึ่ง ตั้งมั่น เป็นกลาง
ปราศจากความยินดียินร้ายในโลก
มีความอ่อนโยน ว่องไว ควรแก่การงาน
เครื่องมือที่จะใช้สร้างสัมมาสมาธิ ก็คือสติ
โดยการมีสติระลึกรู้อารมณ์อันเดียวโดยต่อเนื่อง
จนจิตเกิดปีติ สุข เอกัคตาขึ้นมาในปฐมฌาน
จากนั้นจึงสามารถสังเกตเห็นว่า ปีติ สุข นั้น เป็นสิ่งที่ถูกรู้
ธรรมอันเอกคือจิตผู้รู้ มีอยู่ต่างหาก ในทุติยฌาน
แล้วจิตก็ปล่อยวางสิ่งที่ถูกรู้ไปตามลำดับ จิตดำเนินเข้าสู่ความละเอียด
จนเหลือเพียงจิตที่ตั้งมั่น เป็นกลาง และมีสติว่องไว ในจตุตถฌาน

สำหรับมิจฉาสมาธินั้น มันมีรอยแยกจากสัมมาสมาธิอยู่ตรงที่ว่า
เมื่อจิตมีปีติสุขขึ้นมาแล้ว จิตหลงอยู่กับปีติสุขด้วยอำนาจของราคะ
ไม่สามารถแยกจิตให้เป็นอิสระออกจากอารมณ์ได้
ตรงนี้จิตมักดำเนินไปใน 2 ลักษณะคือ
เพ่งจ้องอย่างแรงจนจิตขาดความคล่องแคล่ว ว่องไว
สติเซื่องซึมเพราะจิตไปเกาะกับอารมณ์เหนียวแน่น
อีกอย่างหนึ่งคือ จิตขาดสติ ตกภวังค์เงียบไปเลย
หรือถ้าไม่เข้าเงียบ ก็เคลื่อนเคลิ้มไปเรื่อยๆ ด้วยอำนาจของโมหะ

เมื่อจิตมีสัมมาสมาธิ คือมีตัวรู้ที่ตั้งมั่นเป็นกลางแล้ว
จึงน้อมสติออกไประลึกรู้สภาพธรรมที่ปรากฏตามความเป็นจริง
เกิดเป็นสัมมาสติขึ้นมา
คนธรรมดามีสติระลึกรู้อารมณ์ได้ แต่ไม่มีกำลังหนุนของสัมมาสมาธิ
จิตจึงเคลื่อนเข้าไปยึดอารมณ์ที่ถูกรู้นั้น
สติที่เกิดในภาวะที่จิตเคลื่อนไปเกาะอารมณ์นั้น
ไม่ใช่สติที่บริสุทธิ์ที่จะรู้อารมณ์ตามความเป็นจริงได้ เพราะขาดอุเบกขาธรรม
มันจึงไม่อาจจัดเป็นสัมมาสติในองค์มรรค
มันเป็นสติเหมือนกัน แต่ไม่ใช่สติที่สะอาดบริสุทธิ์ด้วยอุเบกขา
เปรียบเหมือนคนที่ตกน้ำ ไหลไปตามน้ำ มองเห็นไม่ชัดว่า
มีอะไรไหลมาในน้ำบ้าง
ส่วนสัมมาสตินั้น เหมือนคนนั่งบนตลิ่ง
แล้วมองสายน้ำไหลผ่านหน้าไปเฉยๆ ก็เห็นชัดว่า มีอะไรไหลตามน้ำมาบ้าง

เมื่อจิตดำเนินสัมมาสติไปจนเต็มภูมิแล้ว
จิตจะวางอารมณ์ภายนอกทั้งปวง แล้วรวมลงที่จิต
เป็นสัมมาสมาธิที่บริสุทธิ์เต็มที่ ประกอบพร้อมด้วยศีล สมาธิ และปัญญา
แล้วตัดกระแสอารมณ์ละเอียดภายในต่อไป
ถัดจากนั้นจึงจะเกิดวิปัสสนาญาณ (ในบางครั้ง ไม่ได้เกิดทุกครั้งที่จิตรวมลง)

สัมมาสติ กับสัมมาสมาธิ ต่างก็ทำหน้าที่ของตนดังที่เล่ามานี้ครับ
และสัมมาสมาธิกับสมาธิธรรมดานั้น มีทางแยกกันตรงฌานที่ 2
อันหนึ่งมีธรรมอันเอกผุดขึ้น อันหนึ่งหลงไปด้วยราคะและโมหะ
ส่วนสัมมาสตินั้น จิตเป็นอุเบกขาต่อสิ่งที่ไปรู้เข้า
ในขณะที่มิจฉาสตินั้น จิตเคลื่อนตามสิ่งที่ไปรู้เข้า

สิ่งที่ผมเล่านี้ เล่ามาจากประสบการณ์
จะให้หมดจดบริบูรณ์เหมือนตำราไม่ได้หรอกครับ
ถ้าใครมีตำราที่เป็นพุทธวัจนะ ขอให้ถือตำราเป็นหลักไว้นะครับ

จากคุณ : สันตินันท์ [ 14 มิ.ย. 2542 / 14:02:11 น. ]

ความคิดเห็นที่ 6 : (สันตินันท์)

อย่ากังวลเกินไปกับการฝึกสมาธินะครับ
ไม่ใช่ว่าทุกคนจะต้องได้จตุตถฌาน จึงจะเจริญสติปัฏฐานได้
ขอเพียงแยกออกว่า อันนี้จิต อันนี้อารมณ์ ก็พอจะเจริญสติปัฏฐานได้แล้วครับ

จากคุณ : สันตินันท์ [ 15 มิ.ย. 2542 / 08:36:24 น. ]
<Previous   Next>