header image
Home arrow หลักการปฏิบัติธรรม arrow ทั่วไป arrow สมถะกับวิปัสสนา
สมถะกับวิปัสสนา
ความคิดเห็นที่ 3 : (สันตินันท์)


ว่าจะเลิกตอบกระทู้แล้ว แต่วันนี้ยังเข้ามาดูได้ครับ
แล้วก็อดตอบไม่ได้ เพราะรู้สึกเห็นใจ และเข้าใจความยากลำบาก
ในการทำความเข้าใจธรรม ของผู้เริ่มศึกษา
เพราะนึกถึงสมัยที่ตนเองต้องตะเกียกตะกายศึกษาธรรม
ก็พบความลำบากมากเหมือนกัน
ไหนจะเป็นศาสตร์ที่ไม่เคยรู้จัก ไหนจะมีศัพท์เทคนิคมากมาย

สมาธินั้น ทำเพื่อให้จิตสงบครับ หลักการ มีสั้นๆเพียงแค่ว่า
ทำอย่างไรให้จิตไปจดจ่อสงบอยู่กับอารมณ์อันเดียวโดยต่อเนื่อง
เช่นคำบริกรรม ลมหายใจ การเคลื่อนไหวร่างกายซ้ำๆ
เคล็ดลับ ที่จะทำให้เกิดความสงบง่ายๆ ก็มีครับ
คืออย่าตั้งใจบังคับจิตรุนแรงเกินไป ให้รู้อารมณ์อันใดอันหนึ่งไปอย่างสบายๆ
จิตจะรวมสงบลงเป็นสมาธิได้ง่ายครับ


คราวนี้การที่จิตรวมลงเป็นสมาธินั้น มันมี 2 ลักษณะ
ถ้ารวมลงไปแล้ว ยังมีสติ สัมปชัญญะ มีอุเบกขาอยู่ อันนั้นจัดเป็นสัมมาสมาธิ
หากสงบลงไปแล้วเกิดความเคลิบเคลิ้ม
จิตจมแช่อยู่ด้วย ราคะ ความพอใจในความสุขสบาย
หรือเคลิบเคล้มลืมตัวด้วยอำนาจของ โมหะ อันนั้นไม่ใช่สัมมาสมาธิ


ผมเห็นเหลื่อมกับพี่ประพันธ์นิดหนึ่ง ต้องขอโทษนะครับ
ตรงที่ว่าการเอาพระพุทธรูปเป็นอารมณ์ อาจจะเป็นมิจฉาสมาธิก็ได้ครับ
ถ้าทำแล้วพอกพูนกิเลสราคะและโมหะขึ้น
และถ้าดูพระพุทธรูปแล้วเป็นสัมมาสมาธิเสมอไป
วิชชาดังๆ ตอนนี้ก็เป็นสัมมาสมาธิไปแล้วครับเพราะเขาดูพระพุทธรูปกัน


สำหรับวิปัสสนานั้น มี หลักการ คือ
ผู้ปฏิบัติจะต้องรู้สภาพธรรมหรือปรมัตถธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง
เคล็ดลับ ที่จะทำให้รู้ตามความเป็นจริงได้
อยู่ตรงที่เราจะต้องเตรียมจิตให้พร้อมเสียก่อน
ให้รู้ว่า จิตไม่ใช่อารมณ์ จิตเป็นผู้รู้ อารมณ์เป็นสิ่งที่ถูกรู้
จิตทำตนเป็นเพียง ผู้สังเกตการณ์อารมณ์ที่กำลังปรากฏ
ดังที่อาจารย์แนบ ท่านมักพูดว่า ให้ทำตัวเหมือนคนดูละคร
อย่าโดดเข้าไปเป็นคนแสดงเสียเอง
คือรู้อารมณ์ใดๆ ก็สักแต่ว่ารู้ อย่าไปอินกับมัน


ถ้าจิตเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์
ก็จะเห็นอารมณ์ต่างๆ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปเป็นลำดับๆ
จนรู้ความจริงว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้น ล้วนแต่ต้องดับไปทั้งสิ้น
จิตก็จะเริ่มปล่อยวางความยึดถือในสิ่งต่างๆ ลง
เมื่อแบกไว้น้อย ถือไว้น้อย
ทุกข์มันก็น้อยลงไปเองครับ ไม่ต้องไปคิดเรื่องการดับทุกข์อะไรเลย


การเจริญวิปัสสนานั้น บางทีก็เรียกว่าการเจริญสติปัฏฐาน
ไม่ใช่การเอา สติเป็นฐาน นะครับ
แต่เอาอารมณ์คือกาย เวทนา จิต ธรรม เป็นเครื่องระลึกของสติให้ต่อเนื่อง
หรือจะเรียกว่าเป็นฐานของสติก็ได้


การศึกษาธรรม ก็เหมือนศึกษาศาสตร์อื่นๆ นั่นแหละครับ
ตอนแรกที่ยังไม่เข้าใจก็ลำบากบ้าง
แต่ขอให้มีความพอใจที่จะศึกษาไว้เถอะครับ
เพราะถ้าพอใจเสียอย่างเดียว ก็จะเกิดความพากเพียร
ความตั้งใจใคร่ครวญที่จะศึกษา
ไม่นานก็จะเข้าใจได้ครับ ไม่เหลือวิสัยความสามารถของพวกเราหรอก


จากคุณ : สันตินันท์ [ 30 ส.ค. 2542 / 15:32:25 น. ]

<Previous   Next>