header image
Home arrow หลักการปฏิบัติธรรม arrow ทั่วไป arrow หลงอยู่แต่นึกว่ากำลังทำวิปัสสนา
หลงอยู่แต่นึกว่ากำลังทำวิปัสสนา
ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งในเรื่องการเจริญสติเพื่อรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ
วิธีที่กรุณาเล่ามาก็ดีทีเดียวครับ แต่ต่างจากที่ผมทำอยู่นิดหน่อย
ตรงที่ผมจะไม่เคลื่อนไหวให้ช้าลง แต่จะฝึกสติให้เร็วขึ้นเรื่อยๆ
แต่รายละเอียดเหล่านี้มันต่างกันไปตามจริตนิสัยของแต่ละคนครับ
ธรรมปฏิบัติจึงมีวิธีปฏิบัติที่แตกต่างกันมากมาย
แต่แกนกลางเป็นอันเดียวกันทั้งสิ้น
คือการมีสติรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏในปัจจุบัน
ผู้ปฏิบัติจำนวนมากจะคลาดเคลื่อนอยู่จุดหนึ่ง
คือเมื่อมีสติระลึกรู้ปัจจุบันอารมณ์ที่กำลังปรากฏแล้ว
จิตมักจะเคลื่อนหลงตามอิริยาบถ เป็นการเพ่งจ้องใส่อิริยาบถอย่างหนึ่ง
และไปหลงคิดนำว่าเดี๋ยวจะเคลื่อนไหวอย่างนี้ๆ อีกอย่างหนึ่ง
ถ้าระวัง 2 จุดนี้ได้ การปฏิบัติจะประสบผลอย่างรวดเร็วครับ


สิ่งที่จะช่วยให้จิตไม่เคลื่อนหลงไปในกายหรือความคิดนั้น
ได้แก่สัมมาสมาธิ อันเป็นความตั้งมั่น เป็นกลางของจิต


ลำพังการใช้ขณิกสมาธิอย่างเดียว
คือการที่จิตมีเอกัคคตารมณ์ แล้วมีสติรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏนั้น
เป็นการง่ายที่จิตจะถูกกิเลส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โมหะ เข้าแทรก
คือพอรู้อิริยาบถสักพัก จิตจะหลงเคลื่อนเข้าไปเพ่งจ้องอิริยาบถโดยไม่รู้ตัว
ในอภิธัมมัตถสังคหะ ท่านจึงเตือนว่า
จิตวิสุทธิ์คืออุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ
แต่อนุโลมให้ใช้ "ขณิกสมาธิที่ไม่ถูกกิเลสแทรก" ได้เหมือนกัน


เมื่อจิตรู้อิริยาบถเรื่อยไป จิต(ไม่ใช่สมอง/ความคิด)จะมีปัญญาว่า กายไม่ใช่เรา
มันสักว่าเป็นกาย เป็นก้อนธาตุ เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
การเจริญสติที่ถูกต้อง จึงเกื้อกูลต่อปัญญา
แล้วปัญญานั้นแหละ เป็นตัวที่ทำให้จิตบริสุทธิ์ขึ้นไปตามลำดับ


จากคุณ : สันตินันท์ [ 20 ก.ค. 2542 / 08:17:12 น. ]


หลักการข้อแรกของวิปัสสนา เป็นเรื่องของการ "จำแนกรูปนาม" ครับ
ซึ่งรูปนามนั้น ถ้าจำแนกให้ละเอียดขึ้น ก็จะประกอบด้วย
(1) รูป และ (2) นาม = เจตสิก กับ จิต
ถ้าจิตไม่หลงตามรูป หรือหลงตามเจตสิก ก็ถือว่าแยกออกจากกันแล้ว
จิตในขณะนั้น จะรู้อารมณ์ได้ชัดเจนในภาวะ "สักว่ารู้"
ไม่ว่าจะเป็นการรู้รูป เช่นธาตุและอิริยาบถของกาย หรือรู้นามคือเจตสิกเช่นกิเลสต่างๆ
แต่เมื่อใดจิตหลงตามรูป หรือหลงตามเจตสิก
จิตจะเกิดความยินดียินร้าย ไม่ตั้งมั่น ไม่เป็นกลาง ไม่สักว่ารู้


ถ้ากล่าวกันตามตำราจะเห็นภาพยากครับ
แต่ถ้ามองในแง่การปฏิบัติจะไม่ยากนักที่จะทำความเข้าใจ
คือถ้าเราเห็นอารมณ์เกิดขึ้น เช่นเห็นความโกรธเกิดขึ้น
โดยจิตไม่เคลื่อนหลงไปตามความโกรธ
หรือเห็นการเคลื่อนไหวของกาย โดยจิตไม่เคลื่อนหลงเข้าไปเพ่งจ้องกาย
อันนี้คือจิตมีความตั้งมั่นเป็นสมาธิ และเป็นการเดินวิปัสสนาแล้ว


แต่ถ้าสังเกตให้ดี เวลามีอารมณ์เช่นความโกรธเกิดขึ้น
เราจะเห็นแรงผลักดันบางอย่าง(ตัณหา) เกิดขึ้นกับจิตใจของเราเอง
แรงดันนั้น จะผลักดันให้จิตเคลื่อนเข้าไปยึดอารมณ์
เช่นพอเกิดความโกรธ จิตรู้ไม่ทัน จิตจะเคลื่อนไปตามแรงตัณหา
มุ่งเข้าไปหาอารมณ์ที่ไม่ชอบใจนั้น หรือไปจ้องใส่คนที่ทำให้โกรธ
ไม่ย้อนมาสังเกตจิตใจตนเองที่กำลังถูกความโกรธครอบงำ
อันนี้เกิดขึ้นเพราะเรารู้ไม่ทัน และเพราะจิตไม่มีความตั้งมั่นพอ


ท่านอาจารย์แนบ ท่านชอบพูดประโยคหนึ่งที่เห็นภาพชัดดีมาก
คือท่านบอกว่า "ให้ดูละคร แต่อย่าไปเล่นละครเสียเอง"
หมายความว่าเมื่อจิตไปรู้อารมณ์อะไร ก็ให้รู้ในฐานะเป็นผู้รู้ผู้ดูเฉยๆ
อย่าหลงเข้าไปยึดถือยินดียินร้ายไปกับอารมณ์นั้นด้วย


ก่อนที่จะลงมือทำวิปัสสนา ท่านจึงสอนให้มีสัมมาสมาธิเสียก่อน
คือจะต้องมีจิตที่ตั้งมั่น เป็นกลาง
วิธีการมาตรฐานที่สุดก็คือการทำสมถะจนจิตสงบ
เมื่อจิตสงบแล้วก็จะสังเกตเห็นชัดว่า ความสุข ความสงบ เป็นเพียงสิ่งที่ถูกรู้
จิตเป็นผู้รู้ความสงบเท่านั้น


แต่บางคนทำสมถะก่อนไม่ได้
จะกำหนดรูปนามไปก่อนก็ได้ แต่พึงทราบว่านั่นยังไม่ใช่วิปัสสนาจริงๆ
เมื่อทำไปช่วงหนึ่งจึงค่อยสังเกตว่า รูปนามเป็นสิ่งที่ถูกรู้ ไม่ใช่จิต
อันนั้นจึงเริ่มเป็นนามรูปปริจเฉทญาณ หรือเป็นการเริ่มต้นทำวิปัสสนาครับ


เมื่อจิตรู้ตัว ตั้งมั่นอยู่แล้ว หากไม่หลงไปเพ่งจ้องใส่จิต
แต่ปล่อยให้จิตรู้อารมณ์ที่กำลังปรากฏไปตามธรรมชาติธรรมดา
จิตจะเป็นผู้รู้ผู้ดูละครของโลก โดยไม่โดดเข้าไปแสดงละครเสียเอง
แต่เมื่อใดจิตไม่วิสุทธิ์ คือไม่มีสัมมาสมาธิ
พอมีอารมณ์มาล่อ จิตก็จะเคลื่อนออกไปยึดเกาะอารมณ์
สร้างภพสร้างชาติขึ้นทันที


ดังนั้นที่คุณมาตากล่าวว่า เราควรมีความเป็นกลางของจิตไว้ก่อนนั้น
ถูกต้องแล้วครับ
ยิ่งถ้ารู้ทันว่าจิตหลง จิตเคลื่อน จิตไหล จิตวิ่งตามตัณหา ฯลฯ (แล้วแต่จะเรียก)
อันนั้นดีมากเลยครับ
เพราะผู้ปฏิบัติจำนวนมากนั้น
จิตกำลังหลงอยู่แท้ๆ กลับรู้สึกว่าตนกำลังเจริญสติสัมปชัญญะรู้รูปนามอยู่


จากคุณ : สันตินันท์ [ 20 ก.ค. 2542 / 11:45:54 น. ]

<Previous   Next>