header image
Home arrow หลักการปฏิบัติธรรม arrow ทั่วไป arrow วิปัสสนาต้องรู้ไม่ใช่คิด
วิปัสสนาต้องรู้ไม่ใช่คิด
ความเห็นที่ 29 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน พุธ ที่ 20 ธันวาคม 2543 11:31:19
ผมไปช่วยคุณ deedi ตอบกระทู้ในกระดานข่าวของเธอ
เลยเก็บข้อความมาฝากพวกเราที่นี่ด้วย
*********************************************************
เรื่องของสมถะกับวิปัสสนานั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจให้ดี
เพราะถ้าเข้าใจคลาดเคลื่อนตรงจุดนี้ เราอาจจะเสียเวลาทั้งชีวิต
ไปกับการทำสมถะ แต่คิดว่ากำลังทำวิปัสสนา หรือเจริญสติปัฏฐานอยู่


สมถะนั้นมีเป้าหมายเพื่อให้จิตสงบ
มีวิธีการปฏิบัติคือการเอาสติเพ่งอารมณ์อันใดอันหนึ่งอย่างต่อเนื่อง
มีศิลปะในการทำสมถะ คืออย่าอยากให้สงบ
ให้รู้อารมณ์อันเดียวไปอย่างสบายๆ จิตจะรวมเข้ามาสงบเอง


อารมณ์ของสมถะนั้น หาง่ายครับ
กรรมฐานทั้งหลายที่ทำกันส่วนมาก เป็นสมถะทั้งนั้น เช่น
1. การบริกรรม (คิดซ้ำๆ เช่นพุทโธ สัมมาอรหัง นะมะพะทะ)
2. การคิด (คิดเป็นเรื่องราว เช่นการพิจารณาร่างกายเป็นไตรลักษณ์ เป็นอสุภะ
คิดเรื่องความเป็นปฏิกูลของอาหาร ฯลฯ)
3. การเพ่ง (เช่นเพ่งกสิณ เพ่งลูกแก้ว เพ่งพระพุทธรูป เพ่งอรูป
เพ่งการเคลื่อนไหวของร่างกาย เช่นท้อง มือ เท้า ลมหายใจฯลฯ)
4. การแผ่ (เช่นแผ่เมตตา กรุณา ฯลฯ)


ส่วนวิปัสสนามีเป้าหมายเพื่อให้จิตยอมรับความจริง แล้วปล่อยวางความถือมั่น
มีวิธีการปฏิบัติ คือการรู้สภาวะหรือปรมัตถธรรม ที่กำลังปรากฏ ด้วยจิตที่เป็นกลาง
และมีศิลปะคือ ให้ "รู้" ตามที่เป็นจริง
อย่าเอา "การบริกรรม" "การคิด" "การเพ่ง" "การแผ่" เข้าไปเจือปน
สรุปง่ายๆ ก็คือ อย่าทำอะไรมากกว่า
(1) รู้ (2) สภาวะหรือปรมัตถธรรม (3) อย่างเป็นปัจจุบัน
(4) ตามความเป็นจริง (ไม่ใช่ตามที่อยากจะให้เป็น)


ความพลาดของผู้ปฏิบัติส่วนมาก อยู่ตรงที่
ไม่ได้ รู้ ให้ถูกต้อง แต่เอาแต่คิดหรือเพ่งเอา
และส่งที่ถูกรู้ก็ไม่ใช่สิ่งที่มีสภาวะหรือปรมัตถธรรม
แต่ไปหลงรู้สิ่งที่เป็นสมมุติบัญญัติเข้า


เช่นเมื่อเกิดโทสะขึ้นในจิตใจ
ผู้ปฏิบัติจำนวนมากก็เอาสติเพ่งจ้องโทสะ หรือพยายามดับโทสะ
หรือมัวคิดว่า อันนี้เรียกว่าโทสะ และตอนนี้เรากำลังโกรธ
โดยไม่ได้รู้สภาวะหรือปรมัตถธรรมของโทสะ ที่ผุดพุ่งขึ้นในจิตของตน
การเพ่งและการคิดนั้น อาจจะทำให้โทสะสลายตัวไปได้
เพราะจิตไม่ไปสนใจคนที่ทำให้เราโกรธ
ผลก็คือจิตใจจะสงบลง แต่ไม่เกิดปัญญาจริง
เพราะไม่ได้เห็นตัวจริงของโทสะ ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ชั่วขณะ แล้วก็ดับไป


สรุปแล้ว วิปัสสนาจะต้องรู้ ไม่ใช่คิดครับ
กระทั่งการคิดพิจารณากาย ว่าร่างกายเรานี้ไม่เที่ยง
ตอนเด็กเป็นอย่างหนึ่ง โตขึ้นเป็นอย่างหนึ่ง ต่อไปแก่แล้วเป็นอีกอย่างหนึ่ง
ต่อไปก็ตาย ตายแล้วเน่าเหม็น ต่อไปก็เหลือแต่กระดูก แล้วกระดูกก็สลายไป ฯลฯ
อันนี้เป็นแค่อุบายเพื่อให้จิตสงบเท่านั้นเองครับ


โดยคุณ ปราโมทย์ วัน พุธ ที่ 20 ธันวาคม 2543 11:31:19

<Previous   Next>