header image
Home arrow หลักการปฏิบัติธรรม arrow ทั่วไป arrow รู้ เผลอ เพ่ง
รู้ เผลอ เพ่ง
ความคิดเห็นที่ 10 : (สันตินันท์)

ความไม่รู้จริง ทำให้เรามอง "ขันธ์ 5"
เป็นกลุ่มก้อนอันหนึ่งอันเดียวกัน(ด้วยฆนสัญญา)
คือทั้งกายทั้งจิตนี้แหละ รวมกันเป็น ตัวเรา
แต่เมื่อใดเริ่มมีปัญญา มอง ตัวเรา กระจายออกเป็นขันธ์ 5
อาจจะเริ่มจากมอง รูป(กาย) + นาม(รู้)
กระจายต่อไปเป็น รูป(กาย) + นามเจตสิก(เวทนา สัญญา สังขาร) + นามจิต
หรือพูดง่ายๆ ว่า ขันธ์ทั้ง 5 ถูกมองอย่างกระจายออกจากกัน
ความเห็นผิดว่ามี "ตัวเรา" ก็จะถูกทำลายไป

การที่จะสามารถมอง ตัวเรา ตามความเป็นจริง คือกระจายเป็นขันธ์ 5 ได้นั้น
อาศัยการเจริญสติปัฏฐานนั่นเอง
เช่นเริ่มจากการรู้กายส่วนย่อยในกายส่วนใหญ่
ตัวอย่างเช่นรู้ลมหายใจ รู้อิริยาบถย่อย
โดยนามรู้ หรือจิตผู้รู้ เป็นคนละส่วนกับกายที่ถูกรู้
แค่นี้ก็เริ่มแยกขันธ์แล้วครับ


เมื่อชำนิชำนาญมากขึ้น พอมีเจตสิกคือ เวทนา สัญญา สังขารเกิด
ก็สามารถรู้ว่ามันแยกออกไปเป็นคนละส่วนกับจิตได้อีก
แล้วบรรดาสิ่งที่ถูกรู้ทั้งปวงนั้น ก็แสดงความไม่ใช่เราออกมาต่อหน้าต่อตานั้นเอง


ผมเคยยกตัวอย่างให้พวกเราฟังกันบ่อยๆ คือเรื่องการรู้ ความสงสัย
โดยให้ รู้เข้าไปที่ความรู้สึกสงสัยเลยทีเดียว
และจะเห็นทันทีว่า ความสงสัย ไม่เที่ยง
คือระดับความเข้มของความสงสัยจะเหวี่ยงขึ้นเหวี่ยงลงตลอดเวลา
ดูนานๆ ไป ความสงสัยก็จะดับไป
อันนั้นมันแสดง ทุกขัง คือความทนอยู่ไมได้ให้เราเห็นแล้ว
และไม่ว่าความสงสัยจะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ หรือดับไป
ความสงสัยก็เป็นเพียงสิ่งที่ถูกรู้ ถูกดู มันไม่ใช่ "เรา"
ไม่มีความเป็น "เรา" ในความสงสัยนั้น
อันนี้คือการแสดง อนัตตา ให้เห็นต่อหน้าต่อตา


ธรรมเหล่านี้แสดงอยู่ในกายในจิตของเราตลอดเวลา
แต่เราไม่เคยฟัง ธรรมในจิตของเราเอง ด้วยการเจริญสติสัมปชัญญะ
เราชอบฟังกันแต่ธรรมที่อาศัยตาดู หูฟัง คำสั่งสอนของผู้อื่นเท่านั้น
ซึ่งทำให้ไม่เคยเห็น สภาวะ ด้วยตนเอง
จึงไม่สามารถบรรลุมรรคผลกันได้


จิตที่หลงฝันทั้งที่ลืมตาก็คือ จิตที่หลงไปในความคิด
ไม่รู้สภาพธรรมคือ รูป หรือ นาม ที่กำลังปรากฏ
เช่นจิตเกิดความสงสัย ก็ไม่รู้ว่าสงสัย
แต่กลับหลงคิดเพื่อหาคำตอบมาแก้ความสงสัยนั้น


มาร(กิเลส)นั้นกลัวว่าเราจะมีสติสัมปชัญญะ มีปัญญาเอาตัวรอดได้
มันจึงหาอะไรๆ มาล่อให้เราลืมตัว เผลอคิดเรื่อยเปื่อยไปเรื่อยๆ
ตรงนี้มันละเอียดพอสมควรครับ
ผมจึงกล่าวว่า ที่เห็นมาจากประสบการณ์นั้น ผู้ปฏิบัติส่วนมาก
กำลังเผลอฟุ้งซ่านไปบ้าง กำลังเผลอเพ่งอารมณ์บ้าง
ที่จะมีความรู้ตัว รู้สักแต่ว่ารู้อารมณ์จริงๆ นั้น หายากเหลือเกินครับ
ยิ่งคนที่คิดว่ากำลังกำหนดรูปนามนั่นแหละ สำคัญนัก
ส่วนมากกำลังหลงเพ่งรูปเพ่งนาม แต่คิดว่า สักว่ารู้อยู่
อาการของจิตระหว่าง "รู้" "เผลอ" และ "เพ่ง" นั้น มันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ถ้าเข้าใจจำแนกตรงนี้ได้ ก็จะปฏิบัติได้ง่ายขึ้นมากครับ


จากคุณ : สันตินันท์ [ 27 ส.ค. 2542 / 09:00:37 น. ]


ความคิดเห็นที่ 11 : (สันตินันท์)

ผมไปดูกระทู้ที่ผมตั้งไว้ข้างล่าง
เห็นว่ายาวเกินไป ขออนุญาตปิดเลยนะครับ
และพบว่ามีความคิดเห็นของอีก 2 ท่านที่ผมยังไม่เห็น
คือความคิดเห็นของ คุณรูปนามหนึ่ง กับ คุณหมอ tuli


คุณรูปนามหนึ่ง ตั้งข้อสังเกตว่า ผมกล่าวถึงทุกข์เฉพาะอุปาทานขันธ์
ไม่กล่าวถึง ทุกขตา อันปรากฏในไตรลักษณ์
อันนั้นเป็นข้อสังเกตที่ถูกต้องครับ
เพราะทุกข์นั้น มีทั้งทุกขสัจจ์ และทุกขตา จริงๆ
แต่ขอเรียนว่า ผมจงใจกล่าวเฉพาะทุกขสัจจ์ ครับ
เนื่องจากน้ำหนักที่คุยกัน เน้นไปที่เรื่องการปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์
ซึ่งเป็นเรื่องของอุปาทานขันธ์
ส่วนทุกขตานั้น แม้จะมีปัญญาอย่างไรก็หนีไม่พ้นหรอกครับ
เพราะมันเป็นลักษณะประจำโลกอยู่อย่างนั้นเอง
และผู้ปฏิบัติบางคนก็ไม่เห็นขันธ์ในมุมของทุกขตา
แต่เห็นอนิจจตา หรืออนัตตา


ส่วนคุณ tuli ตั้งคำถามว่า
"ความคิดที่เป็นสังขารขันธ์นี่ก็คือตัวที่มันพูดแจ้วๆอยู่ใช่ไหมครับ
แล้วเวลาสัญญาเกิดขึ้นมาช่วงนั้นสังขารขันธ์จะดับไป
แล้วก็เกิดปรุงแต่งต่อจากสัญญาใช่ไหมครับ
แล้ววิญญาณขันธ์นี่กำหนดที่ความรู้สึกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือเปล่าครับ"


ขอเรียนว่า ความคิดนั้น มีทั้งแบบบ่นพึมพำ กับแบบที่พูดแจ้วๆ
ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง มันอาจจะเป็นภาษาคน หรือไม่ก็ได้
คืออาจจะเป็นเพียงความไหวตัวของจิตที่ปรุงแต่งขึ้นมา
แต่สัญญายังไม่ทันแปลเป็นภาษาก็ได้


ส่วนเรื่องสัญญาที่เห็นเกิดมาก่อนสังขารนั้น
เวลาปฏิบัติก็เห็นอย่างนั้นจริงๆ ในแง่ที่สัญญาคือ ความจำได้ ที่ผุดขึ้นมา
แล้วจิตก็คิดนึกปรุงแต่งต่อไป
แต่ในแง่สัญญาที่เป็น ความหมายรู้ นั้น
มันมีอะไรซับซ้อนที่ผมเองก็ยังดูไม่ทันจนถึงกับจะสรุปนำมาเล่าได้
เพราะดูมันเคล้าเคลียแนบประจำอยู่กับจิต
แต่ทราบอย่างหนึ่งว่า ถ้าปราศจากสัญญาก็เจริญสติปัฏฐานไม่ได้
ฉะนั้นประเด็นเรื่องสัญญา ผมขออนุญาตไม่ตอบ เพราะไม่รู้ลึกพอครับ
คงต้องไปถามท่านที่ปฏิบัติได้ดีกว่าผม หรือศึกษาจากตำราปริยัติเอา
เพราะภูมิความรู้ตื้นลึก หยาบละเอียด ของผู้ปฏิบัติแต่ละคนไม่เท่ากัน


สำหรับวิญญาณไม่ใช่ความรู้สึก(สุขทุกข์) แต่เป็นความรับรู้อารมณ์
เวลาปฏิบัติถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า
พอเราลืมตา หรือหันมองไปทางใดนั้น
ขั้นแรกเรายังไม่เห็นอะไรเลย ทั้งที่ตาก็มีอยู่ และรูปก็มีตรงกับตานั่นเอง
ถัดจากนั้นจึงจะเกิดความรับรู้ทางตา คล้ายๆ
กับว่าเราเข้าไปในห้องมืดแล้วเปิดไฟขึ้น
(ต่างกันตรงที่ขณะเมื่อยังไม่มีวิญญาณทางตา กระทั่งความมืดก็ไม่เห็น
แต่การเข้าห้องมืด เราเห็นความมืดได้)
รูปก็ปรากฏขึ้นมาให้รับรู้เป็นสีที่ตัดกัน แต่ไม่รู้ว่าคือรูปอะไร
ตัวที่รู้รูปนี่แหละครับคือวิญญาณทางตา
ถัดจากนั้นสัญญาจึงจะบอกเราได้ว่า นั่นเป็นรูปอะไร เช่นรูปผู้หญิง
แล้วสังขารความปรุงแต่งเช่นราคะก็เกิดขึ้น
ความคิดใคร่ครวญถึงสาวงามก็เกิดขึ้น
จิตก็จะเกิดความยินดียินร้ายไปกับสาวงามนั้น
วิญญาณมันจึงเป็นตัวที่รู้เฉยๆ แต่จิตมันรู้แล้วไม่เฉยด้วย
คือมันเสพย์อารมณ์ด้วย


คุณ tuli ถามในเรื่องละเอียด ผมตอบได้เท่าที่ทำได้เท่านั้นครับ
ถ้าต้องการรู้ชัดกว่านี้ คงต้องถามท่านผู้อื่น หรือศึกษาจากตำราเอาเองครับ
และเมื่อฟังที่ผมเล่า ฟังท่านอื่นตอบ หรือศึกษาตำราแล้ว
ก็ควรทดสอบปฏิบัติดูจนเห็นผลจริงก่อน จึงจะเชื่อได้ครับ
มิฉะนั้น เราจะไม่ได้ประโยชน์จากพระพุทธศาสนาเท่าที่ควรจะได้


จากคุณ : สันตินันท์ [ 27 ส.ค. 2542 / 10:01:24 น. ]

<Previous   Next>