|
|
หากผู้ปฏิบัติมี จิตที่มีสติสัมปชัญญะแล้ว เมื่อเอาสติไประลึกรู้ กาย เวทนา จิต ธรรม อันใดก็ได้ สิ่งที่ถูกระลึกรู้จะแสดงไตรลักษณ์ทันที ไม่ต้องรอว่าทำไปนานๆ แล้วจึงจะเห็นไตรลักษณ์
ตัวอย่างเช่นเกิดความทุกข์ทางกาย เช่นปวดฟัน ถ้าดูเป็นจะเห็นชัดว่า ความปวดฟันไม่ใช่กาย แต่เป็นสิ่งที่แทรกอยู่ในกาย ระดับความปวดก็ไม่คงที่ เดี๋ยวปวดมาก เดี๋ยวปวดน้อย อันนี้มันแสดงอนิจจัง (แต่เราไม่ต้องตามพากษ์นะครับ ไม่ต้องพากษ์ว่า อ้อ อย่างนี้อนิจจังนะ) บางขณะความปวดก็ดับหายไป อันนี้แสดงทุกขัง และไม่ว่ามันจะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ หรือดับไป มันก็ไม่อยู่ในบังคับบัญชาของเรา อันนี้ก็แสดงความเป็นอนัตตาอยู่แล้ว
เมื่อจิตรู้เวทนาอยู่นั้น บางครั้งจิตก็เกิดโทสะเมื่อรู้ทุกข์เวทนา บางคราวเกิดราคะเมื่อรู้สุขเวทนา บางคราวเกิดโมหะคือจับอารมณ์ได้ไม่ชัด จากนั้นจะเกิดตัณหาคือความทะยานอยากเข้าไปยึดเวทนาที่รู้นั้น แล้วความเป็น เรา ก็เกิดขึ้น จิตก็เสวยอารมณ์นั้นไป ทุกข์ที่เกิดจากความเป็นตัวตนของจิตก็เกิดขึ้น แล้วทุกข์เพราะความไม่สมอยากบ้าง เพราะความพลักพรากจากอารมณ์ที่พอใจบ้าง เพราะการพบอารมณ์ที่ไม่พอใจบ้าง
จิตก็ค่อยๆ สะสมความรู้ในหลักอริยสัจจ์ ที่เห็นว่า ความอยากเป็นเหตุของความทุกข์ หมดอยาก จิตก็หมดทุกข์ คงเหลือแต่เวทนาล้วนๆ ไม่มีความทุกข์ของจิต
ส่วนที่คุณ Lee บอกว่ารู้เวทนาจนดับไป แล้วไม่มีเวทนาจะดูนั้น ที่จริงไม่ใช่ว่าไม่มีเวทนาหรอกครับ เพราะเวทนามีอยู่เสมอ ไม่สุข ก็ทุกข์ หรือเป็นกลาง ถ้าดูจนเวทนาสุขทุกข์ดับแล้ว ก็รู้เวทนาคือความเป็นกลางเฉยๆ นั้นต่อไป แม้อุเบกขาเวทนา ก็จะแสดงไตรลักษณ์เช่นเดียวกันครับ
มหาสติปัฏฐานนั้น เมื่อจะทำ ต้องทำให้ต่อเนื่องนะครับ อย่าไปถูกกิเลสหรอก ว่าดูจนว่างๆ แล้ว หมดสิ่งที่จะดูแล้ว ไม่มีอะไรจะรู้ ก็รู้ว่าง จนปล่อยวางความว่างอีกทีหนึ่งนะครับ [12 พ.ค. 2542] |