ความเห็นที่ 32 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน พฤหัสบดี ที่ 28 ธันวาคม 2543 06:41:27 สมถะมีหลักการสำคัญคือการเอาสติไประลึกรู้อารมณ์อันเดียวโดยต่อเนื่อง จะประกอบด้วยความคิดก็ได้ แต่ต้องคิดเรื่องอันเดียวให้ต่อเนื่อง ตัวอย่างของการทำสมถะเช่นการบริกรรมคือคิดซ้ำๆ ว่าพุทโธ สัมมาอรหัง ฯลฯ การคิดเช่นการพิจารณากาย พิจารณาอาหาร พิจารณาชีวิต ฯลฯ การเพ่ง เช่นเพ่งกสิณดิน น้ำ ลม ไฟ ช่องว่าง ฯลฯ การแผ่ เช่นแผ่เมตตา ฯลฯ จะเห็นได้ว่า สมถะยังมีการดัดแปลงอาการของจิต ไม่ใช่รู้จิตตามที่จิตมันเป็น เช่นดัดแปลงให้เพ่ง ให้แผ่ ให้น้อมเข้าหาความสงบ เป็นต้น ถ้าเมื่อใด จิตน้อมเข้าหาความสงบได้แล้ว ก็หมดภาระของการทำสมถะ
สมถะก็ยังมี 2 ชนิดคือมิจฉาสมาธิกับสัมมาสมาธิ มิจฉาสมาธินั้น มุ่งเข้าหาความสงบอย่างเดียว ส่วนสัมมาสมาธินั้น นอกจากสงบแล้ว จิตยังต้องตั้งมั่น อ่อนโยน ว่องไว ควรแก่การงาน เนื่องจากจิตดวงที่เป็นผลของสัมมาสมาธิ จะมีทั้งสมาธิ สติ และปัญญาคือสัมปชัญญะครับ
สำหรับวิปัสสนามีหลักการคือ การรู้อารมณ์ที่มีสภาวะหรือมีตัวจริงที่แสดงไตรลักษณ์ได้(ปรมัตถ์) และต้องรู้อารมณ์นั้น ด้วยจิตที่เป็นสัมมาสมาธิ คือมีทั้งสมาธิ สติ สัมปชัญญะ(ปัญญา) เช่นเมื่อเกิดความโกรธพุ่งขึ้นมา ก็มีสติระลึกรู้ความโกรธนั้นอย่างเป็นปัจจุบัน สติ ทำหน้าที่เหมือนยามเฝ้าประตู พออะไรผ่านมา จะดีหรือชั่วก็คอยรู้ทันเสมอ เมื่อสติรู้ทันแล้ว จิตก็ยังตั้งมั่น เป็นกลาง ไม่ถลำ ไม่หลงเข้าไปเพ่งจ้อง หรือเผลอตามอารมณ์นั้นไป เหมือนกับว่ายามที่ยืนเฝ้าประตูนั้น ไม่หลงวิ่งตามคนแปลกหน้าไป แต่เฝ้ายืนดูเฉยๆ หรือเหมือนคนยืนบนฝั่งแม่น้ำ ไม่หลงโดดลงย้ำเมื่อเห็นบางสิ่งลอยตามน้ำผ่านหน้าไป
เมื่อมีสติรู้สภาวธรรม ด้วยจิตที่ตั้งมั่นเป็นกลาง ไม่ยินดียินร้ายตามอารมณ์ ก็จะเปิดทางให้ปัญญาหรือสัมปชัญญะทำงาน คือจะเห็นความโกรธนั้น เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ปัญญาในขั้นนี้ เป็นขั้นที่เห็นความเกิดดับของอารมณ์ เรียกว่าวิปัสสนาปัญญา เมื่ออบรมมากเข้า ก็จะส่งทอดให้เกิดโลกุตรปัญญา คือการเห็นอริยสัจจ์แห่งจิต แล้วเกิดมรรคเกิดผลตามลำดับไปครับ
ดังนั้นเมื่อรู้อารมณ์แล้ว อย่ากังวลถึงจิตเกินควร ให้รู้อารมณ์ไปอย่างสบายๆ ต่อเมื่อจิตเองถลำตกน้ำ คือเกิดยินดียินร้ายขึ้นมา จึงค่อยรู้ทันจิตที่ถลำเข้าไปยึดอารมณ์ หรือยินดียินร้ายนั้น เพื่อให้จิตถอดถอนตนเองกลับมาเป็นคนยืนบนฝั่งต่อไป จะได้ให้สติระลึกรู้อารมณ์ที่ผ่านมา ให้สัมปชัญญะรู้ความเกิดดับของอารมณ์ โดยจิตตั้งมั่นและเป็นกลางอยู่ตามธรรมชาติธรรมดา
ความเห็นที่ 34 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน พฤหัสบดี ที่ 28 ธันวาคม 2543 17:34:29 แถมอีกหน่อยครับ สมถะนั้นเป็นการตกแต่งจิต ถ้าเป็นมิจฉาสมาธิ ก็ตกแต่งจิตให้สงบอย่างเดียว แล้วเพลิดเพลินไปด้วยราคะและโมหะ หากเป็นสัมมาสมาธิ ก็เป็นการตกแต่งจิตที่มีนิวรณ์ให้ปราศจากเครื่องถ่วงคือนิวรณ์ ให้จิตมีทั้งสมาธิ สติ ปัญญา คือตั้งมั่น + อ่อนโยน(สมาธิ) ว่องไว(สติ) ควรแก่การงาน(ปัญญา)
ส่วนวิปัสสนาจะใช้จิตที่มีคุณภาพแล้วนั้นไปทำงาน คือระลึกรู้อารมณ์ที่กำลังปรากฏอย่างเป็นวิหารธรรม(เครื่องอยู่ ไม่ใช่เครื่องจองจำ) และด้วยความเป็นกลาง ในขั้นนี้จะไม่มีการตกแต่งจิตแม้แต่น้อย มีแต่ปล่อยจิตที่มีคุณภาพนั้น ให้ทำงาน รู้ ไปตามธรรมชาติธรรมดา แต่นักปฏิบัติเกือบทั้งหมด จะอดตกแต่งจิตไม่ได้ เช่นน้อมจิตเพื่อไปรู้อารมณ์ แทนที่จะรู้อารมณ์ตามธรรมดาเมื่อตากระทบรูป... ใจกระทบความคิดนึก หรือบีบบังคับ กดข่มจิต จนแน่นไปหมด เป็นต้น
ขอให้พวกเราหัดสังเกตจิต เวลาที่คิดจะปฏิบัติไว้เถิดครับ ส่วนใหญ่จะเผลอไปตกแต่งจิตแทบทั้งสิ้น |