ความเห็นที่ 34 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน อังคาร ที่ 19 ธันวาคม 2543 08:25:20 คุณหมอ Lee ถามคำถามอีกข้อหนึ่งว่า "ถามต่อเลยครับ จะให้สติแมวอ้วนตื่นไวๆ ทรงนาน ควรได้สมาธิลึกๆ มาช่วยประคองไหมครับ หรือไม่เกี่ยวกันครับ"
ขอเรียนว่าสัมมาสมาธิ เป็นเพียงเครื่องช่วยให้สติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา หมายถึงสัมมาสมาธิทำให้จิตพ้นจากอำนาจของนิวรณ์ และเป็นกลางต่ออารมณ์ หากถูกนิวรณ์ครอบงำ จิตจะมีอคติและไม่เป็นกลางในการรู้อารมณ์ตามความเป็นจริง สรุปว่า สัมมาสมาธิ ทำให้จิตมีคุณภาพที่จะ รู้ ได้ถูกต้อง และว่องไวด้วย เพราะสิ่งใดแปลกปลอมเข้ามาในจิตนิดเดียว สติก็จะรู้ทันอย่างรวดเร็ว
แต่การทรงนานนั้น ผมไม่แนะนำให้พยายามทรงความรู้ตัวให้นานๆ เพราะความพยายามนั้นเอง จะทำให้เกิดการ จงใจ เสแสร้ง ดัดจริต รู้ นักปฏิบัตินั้น อย่าไปนึกถึงเรื่องที่จะให้จิตรู้ตัวต่อเนื่อง ได้เป็นชั่วโมง เป็นวัน เป็นเดือน เลยครับ เพราะการปฏิบัติ เราจะดูกันเป็นขณะๆ ไปเท่านั้นเอง ว่าขณะนี้รู้ตัวหรือเผลอ ขณะนี้มีสติ หรือขาดสติ ขณะใดมีสติ ขณะนั้นกำลังปฏิบัติอยู่ ขณะใดขาดสติ ขณะนั้นไม่ได้ปฏิบัติ หรือปฏิบัติผิด ไม่ใช่พูดว่า ชั่วโมงนี้รู้ตัว หรือวันนี้รู้ตัว ชั่วโมงต่อมา หรือวันต่อมา ไม่รู้ตัว
ดังนั้นเมื่อเผลอไป แล้วเกิดรู้ตัวว่าเผลอ ขณะนั้น จิต รู้ ถูกต้องแล้ว เมื่อเพ่ง แล้วเกิดรู้ตัวว่าเพ่ง ขณะนั้น จิต รู้ ถูกต้องแล้ว เมื่อมีราคะ แล้วเกิดรู้ตัวว่ามีราคะ ขณะนั้น จิต รู้ ถูกต้องแล้ว เมื่อโทสะ แล้วเกิดรู้ตัวว่ามีโทสะ ขณะนั้น จิต รู้ ถูกต้องแล้ว เมื่อมีโมหะ แล้วเกิดรู้ตัวว่าโมหะ ขณะนั้น จิต รู้ ถูกต้องแล้ว
ทีนี้นักปฏิบัติที่รู้ตัวได้เกือบทั้งหมดพากันมาตายตรงนี้ครับ คือพอรู้ว่าเผลอ เพ่ง หรือมีกิเลสตัณหาแล้ว แทนที่จะรู้แล้วหยุดอยู่เพียงนั้น กลับเกิดความอยากตามมาทันที คืออยากให้ความรู้ตัวนั้นต่อเนื่องยาวนาน แล้วไม่รู้ทันว่า ความอยากเกิดขึ้นแล้ว ผลก็คือ รู้ตัวได้วับเดียว ตอนที่รู้ทันจิตว่าเผลอ เพ่ง ฯลฯ ถัดจากนั้นก็หลงอีก คือถูกตัณหาครอบงำเอาโดยไม่รู้ตัว
การมีสติแต่ละครั้ง ก็เหมือนเราเอาปลายดินสอกดจุดๆ หนึ่งลงบนกระดาษ ถ้านานๆ จะมีสติสักที จุดก็อยู่ห่างๆ กัน แต่ถ้ามีสติบ่อยๆ จุดก็ต่อกันกลายเป็นเส้น ความจริงเส้นไม่มีอยู่ฉันใด สติที่ต่อเนื่องก็ไม่มีอยู่จริงฉันนั้น คือสติมันเกิดดับพร้อมกับจิตเป็นขณะๆ ไปเท่านั้น แต่ถ้าจิตเกิดมาแล้ว มีสติกำกับอยู่บ่อยๆ เข้า ผู้ปฏิบัติก็จะรู้สึกว่าตนมีสติอยู่อย่างต่อเนื่องแล้ว
ผมจึงกล่าวกับพวกเราบ่อยๆ ว่า เผลอบ่อยๆ ดีกว่าเผลอวันละครั้ง คือเผลอตั้งแต่ตื่นจนหลับ เพราะพอรู้ว่าเผลอคราวหนึ่ง ก็คือมีสติคราวหนึ่ง ถ้ารู้ตัวว่าเผลอถี่ยิบ ก็คือมีสติถี่ยิบ
ถ้าจิตมีฉันทะ (ไม่ใช่เรามีฉันทะ) ที่จะคอยรู้ สติก็จะเกิดบ่อยๆ เป็นขณะๆ ไป แต่ถ้าจิตไม่มีฉันทะคือไม่พอใจที่จะปฏิบัติ มีแต่ เรา พยายามเคี่ยวเข็นจะให้จิตเขาตั้งใจปฏิบัติ แบบนั้นการปฏิบัติก็กระโดกกระเดกไปเรื่อยๆ
ผมก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่า จะปลูกฉันทะให้จิตได้อย่างไร เพราะผมเกิดมาชาตินี้ จิตเขามีฉันทะที่จะปฏิบัติของเขาเองอยู่แล้ว เคยได้ยินว่า ผู้ใดมีปัญญา เห็นโลกมีแต่ความทุกข์ความเดือดร้อน ก็จะมีฉันทะที่จะออกจากกองทุกข์ แต่ถ้าจิตได้รับการอบรมจนเป็นนิสัยแล้ว จิตเขาจะขยันปฏิบัติ โดยไม่ต้องรอให้ถูกความทุกข์อันสาหัสเล่นงานเสียก่อน
แต่ถ้าผู้ใดรู้ตัวได้ชำนิชำนาญขึ้นแล้ว มีเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้การปฏิบัติต่อเนื่อง ได้แก่การเจริญสติปัฏฐานนั่นเอง โดยการหาปรมัตถธรรมมาเป็นวิหารธรรม หรือเครื่องอยู่ที่ถนัดอันหนึ่ง เพื่อให้จิตมีสติคอยเฝ้าระลึกรู้ไว้ให้ต่อเนื่อง พอเผลอออกจากสิ่งนั้นปุ๊บ ก็รู้ปั๊บโดยอัตโนมัติ แต่ผู้ที่จะเจริญสติปัฏฐานได้ จะต้องเตรียมจิตให้มีคุณภาพเสียก่อน ถ้าจิตไม่มีคุณภาพ คือรู้ตัวไม่เป็น จะรู้ปรมัตถธรรมไม่ได้ ไปลงมือทำสติปัฏฐานเข้า ก็จะกลายเป็นการทำสมถะทุกคราวไป
โดยคุณ ปราโมทย์ วัน อังคาร ที่ 19 ธันวาคม 2543 08:25:20 |