พวกเรามักถกเถียงกันเกี่ยวกับความมีอยู่ของภพภูมิต่างๆ เช่นนรก สวรรค์ รวมถึงเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ปัญหาเหล่านี้มีความสำคัญ และเป็นส่วนหนึ่งในคำสอนทางพุทธศาสนา เพราะถ้าไม่จริง ก็เท่ากับว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนสิ่งที่จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แล้วก็ต้องหาเหตุผลมาอธิบายเพื่อช่วยพระศาสดา เช่นอธิบายว่าท่านเอาความเชื่อของชาวบ้านมาเป็นอุบายสอนชาวบ้าน ซึ่งการที่สาวกต้องช่วยอธิบายแทนพระศาสดานั้น อาจแสดงถึงความไม่สมบูรณ์พร้อมในคำสอนของพระศาสดาก็เป็นได้ การจะหาข้อยุติให้เด็ดขาดลงไปนั้น ยากที่จะทำได้ เพราะการถกเถียงยังตั้งอยู่บนฐานของความเชื่อด้วยกันทั้งสองฝ่าย
วันนี้ผมจึงอยากจะแขวนปัญหาเหล่านี้ไว้ก่อน แล้วชวนพวกเรามาศึกษาสิ่งที่สำคัญกว่า "ชาติหน้า" นั่นคือ "ปัจจุบัน"
คำว่า ปัจจุบัน นั้น ทุกคนเข้าใจความหมาย และทราบว่าเป็นจุดเชื่อมระหว่าง อดีตกับอนาคต เมื่อมันเป็นจุด มันจึงไม่มีระยะทาง หรือถ้ามีก็น้อยที่สุด เป็นเวลาที่สั้นที่สุด (ดังรูปที่ 1)
อดีต ปัจจุบัน อนาคต
/////////////////////////////////////////////////////I\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\
ถ้าลองนั่งสังเกตความคิดของตนเอง เราจะเห็นมันไหลผ่านมาตลอดเวลา เป็นความคิดเกี่ยวกับอดีตบ้าง เกี่ยวกับอนาคตบ้าง ส่วนจุดที่เรารู้อยู่นั้น พอมองเห็นมันก็เคลื่อนตัวไปเป็นอดีตเสียแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจใช้ประโยชน์จากปัจจุบันได้อย่างไรกัน เพราะมันมีก็เหมือนไม่มี หากเราเฝ้าสังเกตจิตใจของเราอย่างตั้งใจ เราจะพบว่า สิ่งที่เป็นอดีต และเป็นอนาคตนั้น เราคิดไปยาวเท่าไหร่ก็ได้
แต่ตรงจุดที่เป็นปัจจุบัน เราทำได้แค่ รู้ เพราะมันสั้นที่สุด พอรู้แล้วจะคิดเรื่องนั้น เรื่องนั้นก็เลื่อนไปเป็นอดีตเสียแล้ว (ดังรูปที่ 2)
คิด รู้ คิด
////////////////////////////////////////////////////I\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\
ธรรมชาติของ คิด กับ รู้ นั้น เป็นตรงกันข้ามกัน หากเรามี "สัมปชัญญะ" ก็เหมือนมีเครื่องประคองจิตให้รู้ตัวอยู่ได้ และทำให้จิตไม่หลงไหลเข้าไปในอดีต หรืออนาคต
ในขณะเดียวกัน เราก็มี "สติ" รู้การเคลื่อนไหวเกิดดับของอารมณ์ที่ผ่านหน้าไปเรื่อยๆ อาการที่รู้อารมณ์โดยจิตไม่เผลอตามไปนั้น ได้ทำให้ รู้ ต่อเนื่องเข้า (ดังรูปที่ 3)
เผลอไปอดีต รู้ เผลอไปอนาคต
//////////////////////////////////.................................\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\
ในขณะที่ รู้ โดยไม่เผลอนั้นเอง จะเห็นความเกิดดับของอารมณ์ชัดเจน โดยจิตสักแต่ว่า รู้ ไม่เข้าไปแทรกแซง จิตในขณะนั้น ตั้งมั่น ไม่เลื่อนไหลไปสู่อดีตและอนาคต เป็นกลาง ปราศจากความยินดีและยินร้ายต่ออารมณ์ และเรียนรู้ความเป็นไปของอารมณ์ ตามที่อารมณ์เป็นไป อารมณ์จะแสดงความเคลื่อนไปตลอดเวลา (อนิจจัง) จะแสดงความตั้งอยู่ไม่ได้ (ทุกขัง) และเห็นชัดว่ามันไม่ใช่ตัวเรา (อนัตตา) เพราะเป็นแค่สิ่งที่ถูกรู้ บังคับบัญชามันไม่ได้ จิตที่ได้เรียนรู้ความจริงโดยต่อเนื่องนั้น จนมีปัญญาเพิ่มพูนขึ้น สามารถสลัดความยึดถืออารมณ์ออกไปได้
ผู้ปฏิบัติจะเห็นเลยว่า กระทั่งจิตก็เป็นธรรมชาติอันหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับ "ตัวเรา" เลยแม้แต่น้อย ถ้าไม่เห็นจิตเป็นเราแล้ว อดีต อนาคต ชาตินี้ ชาติหน้า ก็หมดความหมาย เพราะแม้แต่ปัจจุบันก็ยังไม่ยึดถือเลย |