header image
Home arrow หลักการปฏิบัติธรรม arrow ทั่วไป arrow จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็นมรรค ได้อย่างไร
จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็นมรรค ได้อย่างไร
พระพุทธเจ้าทรงสอนอริยมรรคมีองค์ 8 ประการ
มรรคจึงเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากอริยมรรคที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้
ก็แล้วเหตุใดหลวงปู่ดูลย์ พระสาวกผู้ซื่อตรงมั่นคงต่อพระรัตนตรัย
จึงสอนว่า จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็นมรรค
แสดงว่าในทัศนะของท่านแล้ว
มรรคมีองค์ 8 จะต้องเป็นสิ่งเดียวกับจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง อย่างแน่นอน
เพื่อจะตอบคำถามนี้ ขั้นแรกสุด เราควรมาทำความรู้จัก
กับสภาวะของจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเสียก่อน
ถ้าเข้าใจว่าจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็นอย่างไรแล้ว
ก็จะตอบคำถามได้ว่า เป็นสิ่งเดียวกับอริยมรรคมีองค์ 8 หรือไม่


ก่อนที่จะมีจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งได้นั้น ผู้ปฏิบัติต้องเจริญวิปัสสนาเสียก่อน
คือรู้ชัดว่า กาย เวทนา จิต(สังขาร) ธรรม เป็นอันหนึ่ง คือเป็นสิ่งที่ถูกรู้
และจิตเป็นอันหนึ่ง คือเป็นธรรมชาติผู้รู้
แล้วเห็นความเกิดดับของอารมณ์(ปรมัตถ์)เรื่อยไป ด้วยจิตที่เป็นกลาง
ตรงจุดนี้ยัง เป็นการเจริญมรรคปฏิปทา
ยังไม่ใช่อริยมรรคญาณ และยังไม่มีมรรคจิต
และยังไม่ใช่จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง แต่เป็นการเห็นอารมณ์อย่างแจ่มแจ้ง
(โปรดดูกระทู้เรื่องการดูจิต ประกอบด้วย)


เมื่อรู้จริงว่า กาย เวทนา จิต(สังขาร) และธรรมเป็นไตรลักษณ์แล้ว
จิตก็ปล่อยวางสิ่งที่ถูกรู้ทั้งปวง แล้วรวมเข้ามาที่จิตอีกทีหนึ่ง
ตรงนี้ถ้าจิตยังเจริญปัญญาไม่พอ จิตก็รวมเข้ามาพักสงบในอัปปนาสมาธิ
(บางคนจะรวมพักได้เพียงอุปจารสมาธิ)
แต่ถ้าเจริญปัญญามามากเพียงพอแล้ว
จิตจะเข้าสู่อัปปนาสมาธิ แล้วปฏิวัติตนเองไปสู่อริยมรรค อริยผล


การที่รู้จักกับจิตที่หลุดพ้นจากอารมณ์หยาบ
และไปรู้จักอารมณ์นิพพาน โดยไม่มีความยึดถือเกาะเกี่ยวใดๆ นั้น
นับว่าเป็นคราวแรกที่มีจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งจริงๆ
เพราะไม่มีสังขตธรรม หรือสังขารธรรม
มาห่อหุ้มปกปิดเคลือบแฝงจิตที่บริสุทธิ์ไว้
ในขั้นนี้ก็คือขั้นของการเกิดอริยมรรค
ดังนั้นที่ท่านสอนว่า จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็นมรรค จึงถูกต้องแล้ว


เมื่อผ่านจากการเกิดมรรคผลคราวแรกแล้ว
พระโสดาบันบุคคลก็ยังไม่มีจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งอีก
ยังต้องเจริญวิปัสสนาจนเกิดอริยมรรคอีก 2 ครั้ง
เมื่อเป็นพระอนาคามีบุคคลแล้วนั่นแหละ จิตจึงจะเห็นจิตอยู่เป็นนิจ
เพราะพระอนาคามีบุคคล คือผู้สมบูรณ์ด้วยสมาธิ
จิตจึงเป็นหนึ่ง ทรงตัวรู้จิตอยู่ได้เสมอๆ
ไม่แส่ส่ายหลงไปตามแรงดึงดูดของกามคุณ


ตรงจุดนี้จิตจะมีทางดำเนินอยู่สองแบบ
แบบหนึ่งคือการทรงตัวอยู่กับจิตเพียงนั้น ไม่เจริญปัญญาต่อไป
เพราะยังหาทางไปไม่ถูก คือเห็นจิตอวิชชาอยู่ แต่จับเงื่อนต้นเงื่อนปลายไม่ถูก
เห็นว่าจิตยังไม่หลุดพ้น แต่ไม่ทราบว่าจะทำให้จิตหลุดพ้นได้อย่างไร
เพราะมองไม่ออกว่า จิตไปติดข้องยึดถือสิ่งใดอยู่
ถ้าติดอยู่ตรงนี้จนสิ้นชีวิต ก็ต้องไปเกิดในพรหมโลก
ทั้งนี้ก็เพราะจิตยังไม่เห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง จนสามารถทำลายเชื้อเกิดในจิตได้


แต่ผู้ที่มีความช่างสังเกต จะค่อยๆ เรียนรู้อยู่ที่จิตนั้นเอง
จนเห็นชัดว่า เพราะอวิชชาคือความไม่รู้ว่านี้ทุกข์ นี้เหตุแห่งทุกข์
เป็นเหตุให้เกิดความปรุงแต่งขึ้นภายในจิต
แล้วความปรุงแต่งนั้นเอง เป็นเหตุให้มโนวิญญาณหยั่งลงสู่รูปและนาม
แล้วจิตก็ก่อภพก่อชาติไปตามกลไกของปฏิจจสมุปบาท
แต่เมื่อรู้เท่าทัน เห็นเชื้อเกิดภายในที่หมุนวนก่อภพก่อชาติสืบเนื่องอย่างไม่สิ้นสุด
ความหมุนวนนั้นก็ถูกปัญญาเข้ากวาดล้างดับสลายไป
จิตก็เข้าถึงวิมุตติหลุดพ้น แบบถอนรากถอนโคน
เหมือนต้นไม้ที่ถูกดึงทั้งโคนทั้งราก กระทั่งรากฝอยขึ้นจากพื้นดิน


จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง จะแสดงอานุภาพสูงสุด
ในขั้นที่จะเจริญอรหัตตมรรคนี้เอง
เพราะเป็นวิธีเดียวที่จะทำลายเชื้อเกิดคืออวิชชา
ที่แฝงตัวอย่างเร้นลับอยู่ในจิต


ผมเคยพบท่านที่หลุดรอดไปแล้ว ท่านก็บอกว่า
"พระอรหันต์ไม่ได้รู้อะไรมากหรอก แต่รู้จิตหนึ่ง"
คือท่านรู้จิตที่วิมุตติหลุดพ้นแล้วอย่างแจ่มแจ้งนั่นเอง
จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง จึงเป็นกระทั่งเครื่องอยู่ของท่านอีกทีหนึ่ง
เช่นที่พระอรหันต์ท่านเจริญสติปัฏฐานเพื่อเป็นเครื่องอยู่นั่นเอง


สรุปแล้ว จิตเห็นจิตที่เป็นมรรคปฏิปทา
คืออยู่ในขั้นเจริญศีล สมาธิ ปัญญาก็มี
ที่เป็นมรรคญาณก็มี ที่เป็นเครื่องอยู่ของพระอริยเจ้าก็มี
นับว่าเป็นธรรมที่กว้างขวางมาก


อนึ่ง เมื่อเข้าใจคำว่าจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งแล้ว
ก็จะเห็นว่า สามารถเชื่อมโยงกับอริยมรรคมีองค์ 8 ได้อย่างไร
คือผู้มีจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง ย่อมมีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ
ย่อมมีความดำริชอบคือดำริที่จะออกจากทุกข์ ออกจากกาม ออกจากความวุ่นวาย
มีวาจาชอบ มีการเลี้ยงชีพชอบ มีการงานชอบ เพราะไม่ถูกกิเลสครอบงำ
และมีความเพียรชอบที่จะถอดถอนตนออกจากกองทุกข์ กองกิเลส
เพราะองค์มรรคทั้ง 8 ย่อมประชุมลงที่จิตดวงเดียว
มรรคไม่ได้เกิดที่กาย เวทนา จิตสังขาร หรือธัมมารมณ์
หรือที่อื่นใดเลย นอกจากเกิดที่จิตนี้เอง


*************************************
ขอนอกเรื่องสักหน่อยครับ ผมเคยได้ยินบางคนกล่าวว่า
ในเวลาเกิดมรรคผลนั้น จิตดับหมด คือไม่มีจิตนั่นเอง พอจิตดับก็ถึงนิพพาน
ผมเห็นว่าเป็นความสำคัญผิดอย่างมาก
ที่ไปหลงเอาสภาวะของพรหมลูกฟักเป็นมรรคผล
ในอภิธัมมัตถสังคหะเอง ก็ระบุถึงมรรคจิต ผลจิตไว้ถึง 20 ดวง
แล้วจิต ที่ชื่อว่าจิตก็เพราะเป็นธรรมที่รู้อารมณ์
ถ้าตรงมรรคผลไม่มีจิต และไม่มีการรู้อารมณ์นิพพาน
ตำราอภิธรรมท่านคงไม่ระบุว่ามีจิตไว้หรอกครับ
(ความเห็นที่ 11 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน ศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน 2543 12:46:20)


ความเห็นที่ 15 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน เสาร์ ที่ 25 พฤศจิกายน 2543 14:45:11
เมื่อหัดดูจิตใหม่ๆ ที่จะมีจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งนั้น เป็นไปไม่ได้หรอกครับ
เพราะเมื่อแรกดู ย่อมเห็นแต่จิตสังขาร หรือเจตสิกเท่านั้น
ได้แก่เห็นเวทนา สัญญา และสังขาร
ส่วนจิตเป็นคนรู้คนดู จู่ๆจะเที่ยวแสวงหาจิตนั้น มีแต่จะยิ่งพลาดมากขึ้น


จิตที่รู้จักตัวเองอย่างแจ่มแจ้ง ก็คือเห็นจิตที่ไม่ถูกปรุงแต่งด้วยจิตสังสาร
จะเข้าใจได้ก็ต่อเมื่อถึงธรรมแล้วเท่านั้นครับ
ก่อนหน้านั้น เรา "สมมุติ" เอาจิตสังขาร เป็นจิตไปพลางๆ ก่อน
หลังจากนั้น สังขารก็เข้ามาปรุงแต่งจิตอีก
ก็ต้องดูไปจนพ้นความปรุงแต่งเป็นคราวๆ ไป
จิตที่ไม่ถูกปรุงแต่งจึงจะปรากฏให้รู้ได้


ส่วนที่ถามว่า ผู้เริ่มหัดดูจิตแล้วเกิดความลังเล จะทำอย่างไร
เรื่องนี้ง่ายมากครับ ก็แค่รู้ความลังเลสงสัยที่กำลังปรากฏเท่านั้นเอง
เพราะนั่นคือจิตสังขารที่กำลังปรากฏ
เมื่อรู้ความเกิดดับของจิตสังขารมากเข้า ในที่สุดจิตก็ปล่อยวางจิตสังขาร
แล้วก็จะรู้จักจิตที่ไม่คิด ไม่นึก ไม่ปรุง ไม่แต่ง เองแหละครับ


ส่วนการจะสื่อความเข้าใจกับผู้อื่นนั้น ถ้าไม่รู้ปริยัติ ก็อธิบายถึงสภาวะแทน
เช่นไม่รู้จักราคะ ก็อธิบายว่า มันมีอะไรบางอย่างที่ดึงดูดจิตกับอารมณ์เข้าหากัน
ถ้าไม่รู้จักโทสะ ก็อธิบายว่า มีอะไรบางอย่างที่ผลักดัน/ปฏิเสธอารมณ์ เป็นต้น
ถ้ารู้บัญญัติก็พูดได้ง่าย เพราะคำเดียวกินความหมายมาก
ถ้าไม่รู้บัญญัติก็ต้องบรรยายสภาวะ ใช้คำพูดหลายคำหน่อย
แต่นักปฏิบัติก็เข้าใจกันได้ครับ จะยุ่งก็ตอนที่คุยกับคนที่ไม่ได้ปฏิบัติเท่านั้น
และเมื่อเห็นว่ามันยุ่งนัก ก็อย่าพูดสิครับ ง่ายจะตายไป

<Previous   Next>