header image
Home arrow หลักการปฏิบัติธรรม arrow ทั่วไป arrow การเจริญสติในชีวิตประจำวัน
การเจริญสติในชีวิตประจำวัน
หลวงพ่อพุธเป็นพระที่สอนกลุ่มปัญญาชนได้เก่งครับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเจริญสติจนเป็นมหาสติ
ผมเองก็หัดอย่างที่หลวงพ่อพุธ ท่านกล่าวไว้เป็นหลัก
คือเจริญสติต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน
ส่วนการนั่งสมาธิทำความสงบจะทำเพียงเท่าที่จำเป็นเมื่อจิตฟุ้งซ่านจริงๆ
แต่เมื่อทำถึงจุดหนึ่งแล้ว
การเจริญสติในชีวิตประจำวันนั้น ให้เราได้ทั้งสมาธิและปัญญาควบคู่กัน

ผมขอยกตัวอย่างให้พวกเราฟัง
เวลานี้อย่างผมจะเดินจงกรมตอนค่ำๆ นั้น
ขั้นแรกผมจะเอาสติระลึกรู้การเคลื่อนไหวของกายก่อน เป็นการทำสมถะ
เดินสัก 3 - 4 ก้าว จิตรู้ก็ผุดขึ้น มีความรู้ตัวทั่วพร้อม
คือรู้กายรู้จิต ร้อยเป็นสายเดียวกัน
(ไม่ใช่เพียง รู้กายทั่วทั้งกายนะครับ แต่รู้ความรู้สึกที่ซ้อนในกายด้วย)
คราวนี้ไม่ว่าอะไรจะแปลกปลอมขึ้นมา
ไม่ว่าจะเป็น(กาย)ในกาย (เวทนา)ในเวทนา (จิต)ในจิต (ธรรม)ในธรรม ก็เห็นชัดเจน
ไม่มีอะไรมาก็รู้อยู่ที่รู้ว่างๆ นั่นแหละครับ


บางคราวก็ focus เข้าไปรู้เฉพาะจิตอย่างเดียว ทิ้งกายไปก็มี
แต่สภาพเช่นนั้นมักจะเป็นในอิริยาบถอื่น นอกจากการเคลื่อนไหวกาย


ผู้ปฏิบัติส่วนมากจะติดความรู้ความเชื่อเดิมๆ
คือคิดว่าการปฏิบัติธรรมคือการนั่งสมาธิ
ก็มุ่งทำความสงบอย่างเอาเป็นเอาตาย
แล้วก็ไม่ค่อยสงบ เพราะชีวิตคนเมืองนั้น จะให้มันสงบ ยาก เนื่องจากผัสสะรุนแรง
ถ้าตั้งเป้าว่า จะให้จิตสงบก่อน จึงจะหาทางทำวิปัสสนาต่อไป
ก็มักจะไม่ถึงโอกาสทำวิปัสสนาเสียที
ทุกวันจะทำความสงบช่วงหนึ่ง ก็หมดเวลา
แล้วก็ไปฟุ้งซ่านใหม่ แล้วเวียนมาทำความสงบใหม่
หรือบางคนทำความสงบลงไปเล็กน้อย
(ไม่ถึงอัปปนาสมาธิ เพราะมันถึงยากสำหรับคนเมือง)
จิตก็เคลิ้มๆ ครึ่งหลับครึ่งตื่นเรื่อยๆ ไป เพราะในชีวิตจริงนั้น เหนื่อยมามากแล้ว
บางคนพอสงบเล็กน้อย จิตก็ฟุ้งซ่าน
เคลื่อนออกไปเที่ยวรู้เห็นหรือแสดงอาการต่างๆ มากมาย


เวลาที่นักปฏิบัติคุยกัน จึงได้ยินพูดเสมอว่า
วันนี้นั่งดี สงบดี(ความจริงคือเคลิ้มๆ ดี),
วันนี้ไม่ดีเลย ฟุ้งซ่านตลอด,
วันนี้ดีมากเลย รู้สึกตัวโตเท่าภูเขา หรือตัวเบาเหมือนขนนก,
วันนี้ดี รู้สึกสว่างโล่งไปหมด มีปีติตัวโคลงๆ แล้วเห็นแสงแว้บๆ
หรือเกิดน้ำตาไหลขึ้นมา ทั้งที่ใจมีความสุขมาก,
วันนี้ดีจริงๆ จิตถอดออกไปเห็นเทวดา, รู้อนาคต, รู้อดีต,
เห็นดวงแก้วหรือรูปพระที่กลางกาย, เห็นมารกระโดดหนีออกจากอายตนะ,
ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ
------------------------------------------------
ส่วนนักปฏิบัติที่แท้จริงนั้น ไม่มีอะไรมาก
เพราะทราบว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเพียงอาการของจิตที่มันปรุงอย่างไรก็ได้
วันนี้จิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าฟุ้งซ่าน ฟุ้งซ่านก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
วันนี้จิตสงบ ก็รู้ว่าสงบ สงบไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
สรุปแล้ว เห็นแต่เกิดกับดับ และเห็นว่าถ้าอยากถ้ายึดก็ทุกข์
ปฏิบัติไม่ได้มุ่งหวังผลใดๆ เลย รู้ก็รู้อยู่เท่านี้แหละ
ดังนั้นเวลาผู้ปฏิบัติเจอผู้ปฏิบัติ นอกจากลงกราบกันตามลำดับอาวุโสแล้ว
ก็ไม่มีอะไรจะต้องพูดกันอีก
เพราะสิ่งที่พูดได้ก็เพียงอาการของจิตที่ไม่มีสาระควรนำมาพูด
ส่วนการปฏิบัติแท้ๆ ก็มีแค่เกิดกับดับ
ไม่ทราบจะเอามาพูดกันทำไมเพราะต่างคนต่างเห็น


บางครั้งผู้ปฏิบัติเหมือนคนไม่มีความรู้ใดๆ เลย ในจิตว่างเปล่าเห็นแต่เกิดดับ
แต่ในเวลาที่จำเป็นจะต้องใช้ธรรมะเพื่อประโยชน์บางอย่าง เช่นแสดงธรรม
ธรรมก็จะแสดงขึ้นมากับจิตเอง
จึงดูเหมือนว่าผู้ปฏิบัติจริงๆ มีความรู้ทางพระพุทธศาสนามากมาย ประเมินไม่ถูก
ทั้งที่ความจริงผู้นั้นรู้เพียงอริยสัจจ์เท่านั้น
เพียงแต่ธรรมทั้งปวง รวมลงได้ในอริยสัจจ์
จะแจกแจง จะกระจายออกไปเพียงใดก็ได้
จะรวบย่อธรรมอันกว้างขวาง ประมวลลงในจิตเพียงจุดเดียวก็ได้
อันนี้เป็นความอัศจรรย์อย่างยิ่งในธรรมของพระพุทธเจ้า


แต่ในเวลาที่อยู่เฉยๆ นั้น
ความรู้ความเห็นในธรรม การพิจารณาใคร่ครวญในธรรม ก็คือความฟุ้งซ่านของจิต
ยิ่งการเที่ยวตามรู้ตามหลงออกไปภายนอกในเรื่องนิมิต
จะเป็นรูปพระรูปมารอะไรก็ตาม
ยิ่งเป็นภาระที่น่าเบื่อหน่ายอย่างยิ่ง ไม่ใช่เรื่องน่ายินดีพอใจอะไรเลย
เพราะมันฟ้องตัวเองว่าปฏิบัติไม่เป็น
ยังไม่ถึงอัปปนาสมาธิด้วยซ้ำไป


เมื่อไม่มีอะไร อยู่เฉยๆ ก็ดีแล้ว
[3 มิ.ย. 2542]

<Previous   Next>