header image
Home arrow หลักการปฏิบัติธรรม arrow ทั่วไป arrow การปฏิบัติในขั้นละเอียด
การปฏิบัติในขั้นละเอียด
ความเห็นที่ 21 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน จันทร์ ที่ 18 ธันวาคม 2543 10:44:43
การรู้ขันธ์กับการรู้อริยสัจจ์ เป็นปัญญาคนละขั้นกัน
คือการรู้ขันธ์เป็นวิปัสสนาปัญญา
อันเป็นวิธีการที่จะให้จิตปล่อยวางขันธ์ที่จิตเคยยึดถืออยู่
เมื่อปล่อยวางขันธ์แล้ว จิตก็จะรวมเข้ามาที่จิต
เพื่อเริ่มกระบวนการที่เรียกว่า จิตเห็นจิต
ก็จะได้เห็นอริยสัจจ์ อันจัดเป็นโลกุตรปัญญา
หากไม่ผ่านวิปัสสนาปัญญา จู่ๆ จะพยายามย้อนรู้เข้ามาที่จิต
สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ การเพ่งจิต
จึงจำเป็นที่ผู้ปฏิบัติจะต้องเฝ้ารู้ความเกิดดับของอารมณ์ปรมัตถ์ของจริง
จนสามารถวางความยึดมั่นในอารมณ์ได้ แล้วจิตก็จะสงบรวมเข้ามาที่จิต
เพื่อเรียนรู้ อริยสัจจ์แห่งจิต


แต่บางคน แม้จะมีกำลังพอที่จะรู้ถึงจิตได้แล้ว
ก็ยังรัก ยังหวงที่จะกลับไปรู้ความเกิดดับของอารมณ์
อันเป็นเหตุให้ จิตเกิดปฏิกิริยาหมุนวนเป็นวัฏฏะต่อไปไม่สิ้นสุด
เช่นแทนที่จะระลึกรู้อยู่ที่จิต กลับหันไปรู้ลมหายใจอีก
จิตก็ต้องทำงานหมุนวนออกไปอีก
แทนที่จะ - หยุด - รู้ - อยู่ที่จิต - ซึ่งเหนือความคิดนึกปรุงแต่ง
เป็นการถ่วงตนเองให้เนิ่นช้าในการประจักษ์ถึงอริยสัจจ์แห่งจิต


การปฏิบัติทุกขั้นตอน
คือการส่งทอดสติปัญญาเข้ามาเรียนรู้จิตเท่านั้นเอง
เพราะจิตนั่นแหละคือประธานแห่งธรรมทั้งปวง
เช่นทำสมถะ ก็เพื่อระงับความฟุ้งซ่านของจิตไว้ชั่วขณะ
เพื่อให้จิตมีคุณภาพที่จะเจริญวิปัสสนา
คือการเรียนรู้ความจริงของสิ่งที่จิตไปติดยึดอยู่
เมื่อรู้จริงแล้ว จิตก็วาง รวมเข้ามาที่จิต
ก็จะได้เรียนรู้อริยสัจจ์แห่งจิต
คือเห็นว่า ความทุกข์เกิดขึ้นก็เพราะจิตออกไปอยากไปยึดอารมณ์เท่านั้นเอง



เมื่อจิตฉลาดขึ้น จิตก็หน่ายที่จะเที่ยวแสวงหาทุกข์มาใส่ตัวเอง
จิตก็หยุดความปรุงแต่งลงอย่างสิ้นเชิง
เมื่อปราศจากความปรุงแต่ง จิตก็พ้นจากการห่อหุ้มของสิ่งปรุงแต่ง
เข้าถึงธรรมชาติแห่งความเป็นตัวของตัวเองล้วนๆ หลุดพ้นจากอุปาทานขันธ์
และรู้ถึงนิพพานอันเป็น สันติธรรม ที่แท้จริงเหนือกาลเวลา


สภาวะตรงที่จิตเข้ามารู้นิพพานนั้น
จิตจะรวมเข้าภวังค์นิดหนึ่ง โดยไม่มีความจงใจ
และเมื่อจิตทำงานขึ้นมารับรู้อารมณ์ใหม่นั้น
จิตจะประกอบด้วยฌานอันใดอันหนึ่งโดยอัตโนมัติ
และปัญญาที่ประณีตถึงที่สุด จะตัดความปรุงแต่งขาดลง
จิตก็เข้าถึงความเป็นอิสระครั้งแรกต่อเนื่องกันอย่างอัตโนมัติ


ตรงจุดนี้มีจิต ไม่ใช่ไม่มีจิต จัดเป็นมรรคจิต ผลจิต
เมื่อเป็นจิตก็ต้องรู้อารมณ์ ถ้าไม่รู้อารมณ์ก็ย่อมไม่ใช่จิต
อารมณ์ที่จิตรู้ ก็คือนิพพาน อันเป็นสันติธรรมที่แท้จริง
แต่บางแห่งสอนกันว่า ขณะที่เกิดมรรคผลนั้น จิตดับแบบพรหมลูกฟัก
คือวูบแล้วหมดความรู้สึกไปเลย อันนี้เป็นความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง
ที่ไปเอาสภาวะจิตดับขณะถึงนิพพานขันธ์มาเปรียบกับมรรคจิต ผลจิต
เพราะถ้าขณะที่เกิดมรรคผลไม่มีจิต
ตำราอภิธรรมท่านคงไม่บัญญัติมรรคจิตผลจิตไว้ถึง 20 ดวงเป็นแน่


จิตที่หลุดพ้นยังไม่ใช่นิพพาน นิพพานเป็นสิ่งที่จิตที่หลุดพ้นไปรู้เข้าเท่านั้น
เมื่อรู้แล้ว ก็ไม่อาจจับจองเป็นเจ้าของนิพพานได้
และเมื่อถึงวันดับขันธ์ จิตก็สลายไป เหมือนไฟที่ดับไป
ส่วนนิพพานก็คงเป็นธรรมที่ทรงธรรมอยู่ตามธรรมชาติธรรมดาของมหาสุญญตานั่นเอง
ไม่มีเกิดดับ และไม่มีใครเป็นเจ้าของครอบครองได้


ผู้ปฏิบัติที่จิตแหวกตนเองออกจากสิ่งห่อหุ้มแล้ว
ไม่นานสิ่งห่อหุ้มก็เข้ามาปกปิดจิตไว้อีก
การปฏิบัติในขั้นถัดจากนี้ ก็คือการเรียนรู้อริยสัจจ์แห่งจิตต่อไปนั่นเอง


วิธีรู้จิตในขั้นนี้ จะต้องรู้ให้เป็นรู้แท้ๆ คือไม่เจือด้วยความปรุงแต่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความจงใจที่จะรู้
สภาพรู้นั้น จะไม่มีน้ำหนักแม้แต่น้อย
ถ้าเติมความจงใจลงไปในรู้ จะเกิดน้ำหนักในการเพ่งจิตขึ้นนิดหนึ่ง
การดูจิตในขั้นนี้ คล้ายกับเรามีกระดาษที่บางกริบ 2 แผ่นซ้อนกัน
ปัญญาอัตโนมัติจะต้องตัดแผ่นหน้าให้ขาด คือรู้และตัดความปรุงแต่งขาด
โดยที่ไม่เกิดรอยในแผ่นหลัง คือไม่ให้กระเทือนถึงจิต
ถ้าจงใจขึ้นสักนิดหนึ่ง แรงกดจะเกิดขึ้นทันที


แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ใช่จงใจดูให้เบา หรือจงใจประคองให้เบาด้วย
เพราะนั่นคือการเสแสร้งปฏิบัติ
การรู้ ที่เป็นรู้ อย่างแท้จริงนั้น ทำได้โดยอาศัยทักษะอย่างเดียวเท่านั้น


วิปัสสนาที่แท้จริงนั้น มีแต่รู้
ไม่ต้องจงใจเติมสิ่งใดลงไปในรู้ ไม่ว่าจะเป็นศีล สมาธิ หรือปัญญา
ไม่ต้องเอาสมมุติบัญญัติ หรือความคิดนึกปรุงแต่งใดๆ มาช่วยทำวิปัสสนา
ไม่ต้องคิด ไม่ต้องพิจารณาโดยสิ้นเชิง
เพราะความจงใจเคลื่อนไหวใดๆ จะทำให้จิตก่อภพก่อชาติ
ก่อวัฏฏะหมุนวนขึ้นมาอีก


เมื่อจิตจะแหวกสิ่งห่อหุ้มออกเป็นครั้งที่ 4 นั้น
ไม่มีสิ่งใด แม้กระทั่งอวิชชาที่จะต้องละ มีแต่รู้
(ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า เมื่อรู้พอแล้ว จิตพลิกนิดเดียวก็พ้นแล้ว)
จิตกับสิ่งห่อหุ้ม หรืออุปาทานขันธ์ ก็เป็นอันหมดความผูกพันต่อกัน
ต่างคนต่างทำหน้าที่ไปตามธรรมชาติธรรมดา
เป็นจิตที่เป็นอิสระ ทำทุกอย่างเป็นกิริยาล้วนๆ
เพราะไม่มีความกระเทือนเข้าถึงกันระหว่างจิตกับอารมณ์
และไม่ต้องเอาความดีคือสติปัญญาใดๆ มาบำรุงรักษาจิตอีกต่อไป


จิตจะมีเพียงความรู้สึกที่เป็นกลางอย่างหนึ่ง
กับความสุขโสมนัสอีกอย่างหนึ่ง
จนถึงวันที่จะดับการสืบต่อของจิต
เหมือนไฟที่ดับลงเพราะหมดเชื้อเท่านั้น


ฝากไว้ให้คุณสุรวัฒน์กับหมู่เพื่อนครับ

<Previous   Next>