header image
Home arrow พื้นฐานก่อนการปฏิบัติธรรม arrow ทั่วไป arrow ต่อเนื่องจากกระทู้ ความคิดกับการปฏิบัติธรรม
ต่อเนื่องจากกระทู้ ความคิดกับการปฏิบัติธรรม
ผมเที่ยวศึกษาการปฏิบัติของสำนักต่างๆ หลายสำนักมากครับ
พบว่าแนวทางของแต่ละสำนักจะเหลื่อมกันอยู่เสมอ
แม้แต่สำนักที่มีรากฐานอภิธรรมจากท่านอาจารย์แนบด้วยกัน
พอลงมือปฏิบัติจริงก็ยังเหลื่อมกัน
ผู้ปฏิบัติในทุกๆ สำนัก กระทั่งในสายพระป่าที่ผมเติบโตมา
ส่วนมากจะทำแค่สมถะกันแทบทั้งนั้น
กระทั่งผู้ที่บอกว่ากำลังเจริญวิปัสสนาจำแนกรูปนามอยู่
เอาเข้าจริง ก็เป็นการทำสมถะ แต่นึกว่ากำลังเจริญวิปัสสนา
ทั้งนี้เพราะไม่ได้ เตรียมความพร้อมของจิต ให้ดีเสียก่อนที่จะทำวิปัสสนา
สิ่งที่ทำจึงพลิกจากวิปัสสนาไปเป็นสมถะอยู่เสมอ

จิตที่พร้อมจะดำเนินวิปัสสนาได้นั้น
ต้องมีคุณสมบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้
ปรากฏในบทอุทเทสของมหาสติปัฏฐาน
คือท่านให้มี กายในกาย หรือเวทนาในเวทนา
หรือจิตในจิต หรือธรรมในธรรม เป็น วิหารธรรม
คือเป็นเครื่องรู้ เครื่องอยู่ ไม่ใช่เครื่องจองจำผูกมัดให้จิตสงบนิ่ง


ท่านให้มี อาตาปี คือความเพียรแผดเผากิเลส
มีความอดทนอดกลั้นที่จะปฏิบัติให้ต่อเนื่อง
และไม่ใช่ปฏิบัติเพราะกิเลสตัณหาจูงให้ปฏิบัติ
ด้วยความอยากรู้ อยากเห็น อยากเป็น อยากได้


ท่านให้มี สัมปชัญญะ หรือความรู้ตัว
ซึ่งตรงนี้ต้องเป็นความรู้ตัวที่ไม่ถูกโมหะหรือความหลงครอบงำจิต
ที่เรียกว่า อสัมโมหสัมปชัญญะ
ความรู้ตัวนี้แหละครับ ที่มียากที่สุด
ส่วนมากจิตของผู้ปฏิบัติจะมีโมหะแทรกอยู่เสมอ
ไม่รู้ตัว ทั้งที่คิดว่ากำลังรู้ตัว
ฝัน ทั้งที่กำลังตื่น


ท่ามให้มี สติ คือความระลึกรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง


ท่านให้ นำความยินดียินร้ายในโลกออกเสีย
คือรู้อารมณ์ทั้งปวงด้วยจิตที่เป็นกลางจริงๆ


สรุปแล้ว จิตที่พร้อมจะเจริญวิปัสสนานั้น
ต้องเป็นจิตที่รู้จัก รู้อารมณ์ อย่างเป็น "เครื่องอยู่ของจิต"
คือไม่เพ่งจ้องอารมณ์เพื่อ บังคับให้จิตนิ่ง หรือให้อารมณ์ดับไป
หรือให้รู้ชัดกว่าปกติธรรมดา
ไม่เผลอหลุดไปในความฟุ้งซ่าน ไม่รู้อารมณ์ที่กำลังปรากฏเฉพาะหน้า
จิตต้อง "ไม่ถูกกิเลสครอบงำ"
มี "ความรู้ตัว" ไม่หลง ไม่เผลอ
มี "สติ" ว่องไวรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ
ด้วย "ความเป็นกลาง" ปราศจากความยินดียินร้าย


จิตที่จะมีคุณภาพเช่นนี้ได้นั้น คือจิตที่มี สัมมาสมาธิ เป็นกำลังสนับสนุน
ตรงจุดนี้อาจารย์กับผมมีความเห็นเหลื่อมกันบ้างนิดหน่อยครับ
ตรงที่อาจารย์ห่วงว่าพวกเราเน้นการฝึกสมาธิมากเกินไป
น่าจะใช้ขณิกสมาธิระลึกรู้รูปนามไปเลย
ในขณะที่ผมเห็นว่า จิตที่ไม่มีกำลังเพียงเท่านั้น
มักจะหลงตามอารมณ์ มากกว่าจะสักแต่ว่ารู้อารมณ์
ทั้งพระพุทธเจ้าท่านก็ทรงแสดงสัมมาสมาธิด้วยฌาน 4
ในพระอภิธัมมัตถสังคหะ ก็ระบุชัดว่าจิตวิสุทธิ์คืออุปจาระและอัปปนาสมาธิ
แสดงว่าสมาธิที่แนบแน่นกว่าขณิกสมาธิเป็นสิ่งสำคัญ ท่านจึงแสดงไว้เช่นนั้น


เมื่อจิตมีกำลังตั้งมั่น สักว่ารู้อารมณ์ได้แล้ว
คราวนี้ไม่ว่าอารมณ์อันใดปรากฏกับจิต
จิตจึงสักว่ารู้ว่าเห็นได้จริงๆ และเห็นชัดว่าขันธ์ 5 ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ 5
โดยที่ไม่ต้องมีความคิดแทรกปนเข้าไปเลย
แต่เป็นการประจักษ์ชัดต่อหน้าต่อตานั่นเอง


สำหรับผมเองเดี๋ยวนี้ก็ไม่นิยมการเข้าฌานหรอกครับ อย่างมากก็เข้าพักเพียงสั้นๆ
เพราะสามารถใช้ปัญญาสนับสนุนสมาธิได้
คือสามารถแยกอารมณ์อันเป็นข้าศึกของสมาธิออกได้
จิตก็เป็นสมาธิคือตั้งมั่น รู้ อยู่เป็นอัตโนมัติ
เรียกว่าใช้ ปัญญาอบรมสมาธิ
ส่วนมากจึงเจริญสติสัมปชัญญะในชีวิตธรรมดานั่นเอง


แต่ผมก็เห็นชัดเจนว่า ผู้ปฏิบัติส่วนมาก จิตไม่มีความรู้ตัวจริง
ยังหลงอยู่ทั้งที่คิดว่ารู้ตัว ยังฝันอยู่ทั้งที่ลืมตา
เวลาน้องๆ หลานๆ มาขอคำปรึกษา ก็จะแนะให้เขารู้จัก รู้ตัว เท่านั้นเอง
บางคนก็แนะให้ทำสมาธิก่อน
แต่ส่วนมากจะแนะวิธีทำจิตให้เป็นสมาธิโดยใช้กำลังปัญญา
เพราะคนเมืองนั้นถ้าไม่มีอุปนิสัยมาก่อน ยากจะเริ่มด้วยแนวทางเจโตวิมุติได้
ทั้งนี้ เพื่อเขาจะสามารถไปปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวันได้


จากคุณ : สันตินันท์ [ 25 ส.ค. 2542 / 11:44:00 น. ]


ปัญญาที่อบรมสมาธิ เป็นอุบายวิธีที่ช่วยย่นเวลาทำสมาธิได้อย่างดี
วิธีใช้ปัญญาอบรมสมาธินั้น
ถ้าใครสามารถแยกจิตกับอารมณ์ออกจากกันได้ชำนาญแล้ว
จะรู้สึกว่าทำสมาธิได้ง่ายมาก คือแทบไม่ต้องทำอะไรเลย
เพียงแต่ระลึกรู้นิวรณ์ธรรมที่กำลังปรากฏกับจิต
แล้วเห็นว่านิวรณ์ไม่ใช่จิต จิตเป็นกลาง นิวรณ์ก็จะดับจากจิต
จิตเข้าถึงรู้ ที่เป็นกลาง และสงบเพราะพ้นจากความรบกวนของนิวรณ์ต่างๆ
ถ้าย้อนออกมารู้ภายนอก ก็เป็นการใช้งานของขณิกสมาธิ
ถ้าจะรู้ธรรมละเอียดภายใน ก็ดำเนินไปในอุปจารสมาธิ
หากจะเข้าอัปปนาสมาธิต่อ ก็ทำสติระลึกรู้ลมหายใจต่อไปเลย
หรือถ้าจะเข้าอรูปฌาน ก็ทำสติระลึกรู้ความว่างของจิตต่อไปเลย
เมื่อจิตเคล้าเคลียกับลมหายใจ หรือความว่าง โดยไม่มีการควบคุมแล้ว
จิตก็จะเข้าถึงอัปปนาสมาธิเอง
เป็นภาวะที่เหลือแต่รู้ กับสิ่งที่ถูกรู้เพียงอันเดียว
จิตจะสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
แต่ทำอะไรไม่ค่อยได้ครับ ดูจะเป็นที่พักเอากำลังเสียมากกว่า


มีอีกวิธีหนึ่งคือ การใช้ความคิดพิจารณาธรรมเอาตรงๆ นี่แหละครับ
เช่นพิจารณาร่างกาย ให้เห็นเป็นธาตุ เป็นอสุภะ หรือพิจารณาความตาย
เมื่อพิจารณาไปแล้ว ถ้าจิตเกิดสลด หรือจิตเห็นจริงในระดับหนึ่ง(ไม่ถึงขั้นเห็นแจ้ง)
จิตจะวางการพิจารณา แล้วรวมสงบเข้ามาเป็นสมาธิเป็นคราวๆ ไป
แต่สมาธิด้วยวิธีนี้มักจะไปได้เพียงอุปจารสมาธิ
และใช้เวลามากกว่าวิธีแรกที่แยกอารมณ์อันเป็นศัตรูของสมาธิออกไปเลย


สำหรับสมาธิที่ใช้ในชีวิตประจำวันที่เป็นขณิกสมาธินั้น
ตรงนี้มีจุดที่ต้องระวังค่อนข้างมาก
เพราะสติสัมปชัญญะมักจะไม่บริสุทธิ์พอ
ตามตำราท่านจึงไม่จัดเอาขณิกสมาธิเข้าเป็นจิตวิสุทธิ์
จิตมักเผลอไปเพ่งจ้องใส่อารมณ์ที่ถูกรู้ โดยไม่รู้ตัว
แต่ถ้ามีฐานที่มั่นคงจากสมาธิที่ละเอียดขึ้นไปแล้ว
จิตจะสักแต่ว่ารู้อารมณ์ โดยไม่เผลอเคลื่อนตามอารมณ์ ได้ง่ายกว่ากัน
หรือถ้าไม่มีกำลังสมาธิละเอียดสนับสนุนก็ไม่เป็นไร
หากมีปัญญาพอที่จะอ่านจิตใจตนเองออก
ไม่หลงเคลื่อนไปยึดอารมณ์โดยไม่รู้ตัว
อย่างนี้ก็เป็นขณิกสมาธิที่ใช้ทำวิปัสสนาได้เช่นกัน


พูดเรื่องสมาธิแล้วคงต้องกล่าวว่า
จุดประสงค์หลักของการทำสมาธิของพระพุทธเจ้าก็คือ
การมีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา
ถัดจากนั้นจึงน้อมไปเพื่อความรู้แจ้งในรูปนามต่อไป
แต่เราจะใช้เป็นที่พักผ่อนบางครั้งบางคราวก็ไม่ผิดกติกาครับ
อย่าให้หลงใหลก็แล้วกัน เพราะจะเสียเวลาเนิ่นช้าเกินไป
ผมเองก็ไม่ชอบพูดเรื่องสมาธิ เพราะเกรงว่าพวกเราจะสนใจมากไป

[ 25 ส.ค. 2542 / 15:04:38 น. ]


เพิ่งเห็นคำถามของคุณคิดเอาเอง กับคุณทองจันทร์

ที่ คุณคิดเอาเอง ปรารภเรื่องพระโสดาบัน ตั้งปณิธาน
จะตามสงเคราะห์คู่ของตนให้รู้ธรรมใน 7 ชาติ
แล้วสงสัยว่า จะช่วยคู่ของตนให้รู้ธรรมได้หรือไม่ นั้น
ไม่เคยพบเห็นในตำรามาก่อนครับ
เคยทราบแต่ว่า นางวิสาขา ขอเกิดอีก 7 ชาติเพื่อเสพย์ผลบุญของตน


ปัญหาใหญ่น่าจะไม่ได้อยู่ที่ตัวพระโสดาบันนั้นครับ
แต่อยู่ที่คู่ จะเกิดมาพบท่านได้หรือไม่
หากพลัดลงอบายไป เกิดกันคนละภพ ก็โปรดกันไม่ไหวหรอกครับ
แล้วถึงเจอกัน ก็ไม่แน่ว่า เธอจะบรรลุพระโสดาบันได้ใน 7 ชาติหรือไม่
เนื่องจากมันขึ้นอยู่กับตัวเธอเอง ว่ามีความพร้อมแล้วเพียงใด


แต่นี่เป็นแค่ความเห็นนะครับ ไม่เคยได้ทราบการยืนยันในเรื่องเหล่านี้
ทางที่ดี พยายามให้เธอคนนั้นรู้ธรรมเสียให้หมดห่วงในชาตินี้จะง่ายกว่ากันมาก


ปัญหาของ คุณทองจันทร์ เป็นเรื่องน่าเห็นใจครับ
คนที่อยู่ใกล้ครูบาอาจารย์ที่ทรงคุณธรรมนั้น อดกลัวเรื่องนี้กันไม่ได้
เพราะจิตเป็นของรวดเร็ว นอกเหนืออำนาจบังคับบัญชา
การที่มันคิดไม่ดีขึ้นมานั้น ก็ต้องโทษว่าเป็นภัยของสังสารวัฏ
ขอเพียงแค่ว่า ถ้ามันคิดขึ้นมาแล้ว อย่าเผลอสติคล้อยตามมันไปก็แล้วกัน
และหากเผลอสติคล้อยตาม ก็ให้นึกขอขมาเสีย เพราะเราเองไม่ได้ตั้งใจทำผิด
จากนั้นก็อย่าไปคิดวิตกเรื่องนี้ซ้ำอีก
[ 25 ส.ค. 2542 / 15:53:52 น. ]


ที่คุณ WhiteSpirit ตั้งประเด็นว่า
"โดยส่วนตัวมีความเชื่อว่าการปฏิบัติธรรมโดยมีเป้าหมายเพื่อบรรลุเป็น
พระโสดาบัน หรือพระสกิทาคามี (รวมถึงสังขารุเปกขาญาณ ในกรณีของ
พระโพธิสัตว์ด้วย) อาศัยเพียงแค่ขณิกะสมาธิก็เพียงพอ ไม่จำเป็น
ต้องทำสมาธิให้ได้ถึงอุปจารสมาธิ หรืออัปปนาสมาธิก่อนแต่อย่างใด
ข้อนี้ไม่ทราบว่าคุณสันตินันท์ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย? เพราะอะไร?"


ขอเรียนว่า เห็นด้วยครับ เพราะถ้ามีขณิกสมาธิที่ดีพอก็สามารถเจริญวิปัสสนาได้
แต่ปัญหาจะอยู่ที่ว่า ขณิกสมาธินั้น ดีหรือมีคุณภาพพอหรือไม่
ผมสังเกตเห็นผู้ปฏิบัติจำนวนมากที่เจริญสติด้วยขณิกสมาธิอยู่นั้น
มักจะมีโมหะแทรกอยู่เสมอๆ กำลังหลง แต่คิดว่ากำลังรู้


ความรู้เห็นจากประสบการณ์ตรงนี้ สอดคล้องกับตำราอภิธัมมัตถสังคหะ
(ลองอ่านจะโฮมเพจของผู้คักลอกก็ได้ครับ เขานำมาเผยแพร่ไว้)
ในปริจเฉทที่ 9 ระบุไว้ชัดเจนว่า
สมาธิที่ทำให้จิตวิสุทธิ์ได้จริงอันเป็นกำลังของการเจริญวิปัสสนานั้น
ต้องเป็นอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ
แต่อนุโลมให้ใช้ ขณิกสมาธิที่ไม่ถูกกิเลสแทรก ได้เหมือนกัน


ขณิกสมาธิ จึงใช้ทำวิปัสสนาได้หากมีคุณภาพพอ
แต่ส่วนมากจะมีคุณภาพไม่พอกันจริงๆ หรอกครับ
โดยเฉพาะคนที่ไม่สามารถทำฌานได้
หรือ คนที่ไม่สามารถใช้ปัญญาแยกแยะนิวรณ์กับจิตออกจากกันได้


ดังนั้น ผมเชื่อครับว่าผู้ปฏิบัติสามารถใช้ขณิกสมาธิเจริญวิปัสสนา
โดยไม่ต้องทำอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิก่อนเสมอไป
แต่จิตที่ทำวิปัสสนานั้น ต้องวิสุทธิ์เพียงพอนะครับ


อีกอย่างหนึ่ง แม้จะใช้เพียงขณิกสมาธิก็ตาม
เมื่อจิตเจริญปัญญาวิปัสสนาไปเต็มภูมิแล้ว
จิตจะตัดกระแสรวมตัวเข้ามาเป็นอัปปนาสมาธิเองได้ด้วย
ก่อนที่จะก้าวกระโดดไปสู่อริยมรรคต่อไป
[ 26 ส.ค. 2542 / 08:12:12 น. ]


ผู้ที่สร้างบารมีเกื้อกูลกันมานั้น
ฝ่ายที่ได้ดีไปก่อนแล้ว ไม่ใจดำทอดทิ้งอีกฝ่ายหนึ่งหรอกครับ
เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าท่านก็อนุเคราะห์พระบิดา พระญาติพระวงศ์
ไม่ทอดทิ้งพระนางพิมพา และพระราหุล
เพียงแต่ความพยายามเกื้อกูลนั้น ทำไปด้วยความเห็นใจเมตตาสงสาร
ไม่ใช่ทำไปด้วยราคะตัณหา คือความถือมั่นอย่างปุถุชนทั้งหลาย
แต่ถ้าพยายามโปรดจนสุดความสามารถแล้ว ช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ
คิดว่าท่านก็คงต้องปล่อยวางด้วยอุเบกขาในที่สุดครับ
[ 26 ส.ค. 2542 / 14:06:47 น. ]

<Previous   Next>