header image
Home arrow พื้นฐานก่อนการปฏิบัติธรรม arrow ทั่วไป arrow ปฏิบัติอย่างซื่อตรงต่อธรรม
ปฏิบัติอย่างซื่อตรงต่อธรรม
ความเห็นที่ 5 โดยคุณ สันตินันท์ วัน ศุกร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2543 19:19:54


เรื่องการปฏิบัตินั้น เราต้องปฏิบัติด้วยความซื่อตรงต่อพระธรรม
ไม่ใช่ปฏิบัติด้วยความภักดีต่อกิเลส

ผู้ปฏิบัติจำนวนหนึ่ง ปฏิบัติด้วยความต้องการแอบแฝง
เช่นอยากเด่น อยากดัง อยากได้รับคำชมเชยและการยอมรับจากหมู่เพื่อน
หรือปฏิบัติด้วยวิภวตัณหาอันเป็นไปตามอำนาจของโทสะ
คือเห็นโลกนี้เป็นฟืนเป็นไฟ จะต้องรีบหนีให้ได้ในวันนี้พรุ่งนี้ด้วยความไม่ชอบใจ


บ้างก็ไม่ซื่อตรงต่อแนวทางปฏิบัติที่พระศาสดาทรงวางไว้
คือแทนที่จะปฏิบัติโดยรู้เท่าทันความทุกข์ อันเป็นสัจจะสำคัญประการแรก
กลับมีตัณหา หรือความอยาก อันเป็นตัวสมุทัยที่จะละทุกข์
โดยไม่ทราบว่า การปฏิเสธทุกข์ ก็คือการปฏิเสธอริยสัจจ์ข้อแรก


ไม่มีใครหนีขันธ์ได้ ตราบใดที่ยังไม่นิพพาน
ปัญหาจึงอยู่ตรงที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะอยู่กับขันธ์ได้โดยไม่ทุกข์
ทำอย่างไร จึงจะอยู่กับโลกได้ โดยรู้ทันโลก แต่ไม่ทุกข์เพราะโลก


นักปฏิบัติไม่ใช่คนอ่อนแอท้อแท้แพ้กิเลส ไม่ใช่คนวิ่งหนีความจริง
แต่ต้องเข้าเผชิญกับทุกข์ อันเป็นความจริง ด้วยสติปัญญา
โดยดำเนินตามแนวทางที่พระศาสดาทรงพิสูจน์แล้วว่าเป็นทางพ้นทุกข์


สมัยที่ผมหัดปฏิบัติใหม่ๆ นั้น ก็ล้มลุกคลุกคลานมานับครั้งไม่ถ้วน
บางช่วงบางชาติก็ทุ่มเทกำลังกายกำลังใจเข้าต่อสู้เพื่อแสวงหาสัจจธรรม
บางช่วงบางชาติก็ท้อแท้ทอดอาลัย อับจนหนทางที่จะปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์
แต่เมื่อได้พบหลวงปู่ดูลย์ ได้ฟังคำสอนเรื่องอริยสัจจ์
นับจากวันนั้น ผมลืมความเป็นนักปฏิบัติ ลืมการแสวงหาสัจจธรรม
ทุกวันๆ มีแต่เฝ้าเรียนรู้อยู่ภายในจิตใจด้วยความขยันขันแข็ง
โดยไม่ได้คิดว่า ทำไปแล้วจะรู้อะไร จะละอะไร จะได้อะไร
รู้แต่เพียงว่า ตอนนี้จิตถูกกิเลสครอบงำ
ตอนนี้จิตต่างคนต่างอยู่กับกิเลส
ตอนนี้จิตทะยานไปตามอำนาจของตัณหา
ตอนนี้จิตสงบเบิกบาน เป็นอิสระชั่วคราวจากตัณหาหยาบๆ
แต่ละวัน รู้เห็นวนเวียนอยู่เพียงเท่านี้
แต่มันเหมือนกับว่าจิตมีงานทำ ก็ทำเรื่อยไป
โดยไม่คิดว่า ทำไปแล้วจะได้เงินเดือนเมื่อไร


เมื่อพอจะช่วยตนเองได้แล้ว ผมพิจารณาถึงเพื่อนร่วมโลกนับแต่หมู่สัตว์ขึ้นมา
ก็เกิดความสลดสังเวชใจอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาเห็นว่า
สัตว์ส่วนมาก ไม่ผิดอะไรกับหอยทากตาบอด ที่คืบคลานวนเวียนอยู่ก้นเหว
ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะคลานพ้นจากหุบเหวนั้นขึ้นมาได้
เพราะสัตว์ส่วนมากนั้น พอใจกับภพของตนเสียแล้ว
ไม่ได้คิดเฉลียวใจว่า ยังมีทางออกที่ดีกว่าก้นเหวที่ตนรู้จัก
บางพวกที่ฉลาด เงยหน้าขึ้นเห็นแสงสว่างเบื้องบน
แต่ก็ท้อแท้ใจว่า จะต้องไต่หน้าผาสูงชันยากเย็นเสียเต็มประดา


มีน้อยกว่าน้อย ที่มองเห็นแสงสว่างเบื้องบนซึ่งพระศาสดาทรงบุกเบิกไว้
แล้วน้อยลงไปอีก ที่จะสวมหัวใจของพระมหาชนก
ในการว่ายน้ำข้ามห้วงมหรรณพ หรือไต่หน้าผาขึ้นจากก้นเหว


ผมเห็นใจและเข้าใจผู้ปฏิบัติที่เหนื่อยหน่ายท้อแท้ใจเป็นครั้งคราว
เพราะรู้ว่างานนี้ยาก เหมือนการว่ายน้ำข้ามมหาสมุทรของพระมหาชนก
แต่ ทางทางนี้ ต้องเดินเอง
ก็ทำได้แค่ชวนผู้สนใจให้มาเดินเป็นเพื่อนกัน
ทุกวันนี้ก็มีเพื่อนมาร่วมเดินด้วยกันเป็นกลุ่มใหญ่
บางคนเดินช้า บางคนเดินเร็ว
บางคนเดินตรงทาง บางคนแวะข้างทาง
บางคนพอใจที่จะก้มหน้าก้มตาเดินไปเงียบๆ
ส่วนบางคน พอใจที่จะชักชวนเพื่อนให้มาเดินด้วยกันอีกมากๆ
ผมเองก็ยังต้องเดินอยู่เหมือนกัน ถึงจะไม่ลำบากเท่าเมื่อปฏิบัติแรกๆ
แต่ก็ยังต้องพยายาม ไม่อาจจะหยุดพักแบบนิ่งนอนใจได้


จะเดินแบบไหนก็ไม่เป็นไรหรอกครับ
ขอให้เดินให้ตรงเป้าหมาย และอย่าหยุดพักนานนักก็แล้วกัน


ความเห็นที่ 13 โดยคุณ สันตินันท์ วัน อาทิตย์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2543 15:39:17
เรื่องชาดกซึ่งรวมถึงทศชาติ เช่นเรื่องพระมหาชนก และพระเวสสันดรนั้น
คนสมัยนี้ฟังแล้วไม่ค่อยเลื่อมใสศรัทธา หรืออาจจะนึกดูถูกเสียด้วยซ้ำไป
เพราะเห็นว่าจริยาวัตรของพระโพธิสัตว์ไม่ถูกต้อง
เช่นการยกลูกเมียให้เป็นทาน เพื่อแลกกับโพธิญาณ
หรือการว่ายน้ำข้ามมหาสมุทรถึง 7 วัน ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้


เราลืมนึกถึงข้อเท็จจริงไปหลายอย่าง
เช่นวัฒนธรรมของคนโบราณ ที่ลูกและเมียคือทรัพย์สินของพ่อแม่และสามี
ซึ่งคนในยุคที่ผู้หญิงกับผู้ชายเท่าเทียมกัน ยอมรับไม่ได้
และเราเอากำลังกายมาตรฐานของมนุษย์ยุคนี้ ไปประเมินพระมหาชนก
ทั้งที่ไม่ทราบแน่ชัดว่า พระมหาชนกนั้น เป็นมนุษย์สายพันธุ์เดียวกับเราหรือไม่
แล้วก็สรุปว่า เรื่องพระมหาชนก เป็นไปไม่ได้


หากมองในแง่ภาษาคน-ภาษาธรรมตามทัศนะของท่านพุทธทาส
เรื่องราวของชาดกจะน่าฟังอย่างยิ่ง
เช่นถ้าไม่มีจิตใจมั่นคง ถึงขนาดปล่อยวางความผูกพันในลูกเมีย
หรือไม่มีความตั้งใจเด็ดเดี่ยว ไม่ย่อท้อในสิ่งที่คนทั่วไปยอมจำนน
ก็ไม่มีทางที่จะบรรลุธรรมขั้นสูงสุดได้


ผมเองไม่รู้สภาพจิตใจของท่านผู้บรรลุธรรมขั้นสูง
ไม่ต้องถึงขั้นพระพุทธเจ้าหรอก
กระทั่งระดับพระอรหันตสาวก ผมก็ประเมินไม่ถูกแล้ว
แต่เวลาอ่านเรื่องพระมหาชนกแล้ว ผมรู้สึกเห็นจริงเห็นจังมาก
เพราะเห็นว่า คนเรานี้ไม่ต่างอะไรกับคนที่กำลังลอยคออยู่กลางทะเล
คนส่วนมาก ไม่มีหวังว่าจะขึ้นฝั่งได้
ก็เอาแต่แหวกว่ายตามๆ กันไป แล้วก็จมน้ำตามๆ กันไป
มีส่วนน้อยที่มีโอกาสได้สดับคำสอนของพระอริยะเจ้า
ที่ท่านพยายามร้องบอกว่า ฝั่งอยู่ทางไหน


ผู้มีศรัทธา ก็พยายามว่ายน้ำไปตามทางที่ท่านบอก
ตรงนี้ ท่านเปรียบเทียบไว้น่าฟังมากว่า
พระโสดาบันนั้น เหมือนคนที่เริ่มมองเห็นฝั่งด้วยตนเองแล้ว
ท่านเหล่านี้หมดความสงสัยในพระรัตนตรัย
เพราะรู้แน่แล้วว่า ท่านผู้ค้นพบฝั่งก่อนหน้านั้น หรือพระพุทธเจ้ามีอยู่แน่ๆ
ฝั่ง คือธรรม ก็มีอยู่แน่ๆ
ผู้ว่ายน้ำไปตามทางนี้ก่อนหน้าเรา คือพระสาวกทั้งหลาย ก็มีอยู่แน่ๆ
เขาย่อมตั้งใจจะว่ายเข้าหาฝั่ง แม้ใครจะชวนให้ว่ายไปทางอื่น ก็ไม่ไปแล้ว
เป็นผู้มีศรัทธาตั้งมั่นไม่คลอนแคลนแสวงหาบุญญเขตนอกพระศาสนา
และไม่หลงงมงาย ว่าทางพ้นทุกข์อยู่ที่อื่น


พระสกิทาคามีนั้น คือผู้แหวกว่ายต่อไปจนเข้าเขตน้ำตื้น
คลื่นลมของกิเลสตัณหาอ่อนกำลังลง
ไม่เหน็ดเหนื่อยทุกข์ยากกับการปฏิบัติเท่าเมื่อก่อน


พระอนาคามีนั้น ท่านเปรียบเทียบได้กับผู้ที่เข้าถึงน้ำตื้น สามารถยืนทรงตัวได้มั่นคง
คือผู้มีความแน่นอนว่า จะไม่ถูกคลื่นซัดกลับลงทะเลอีก
หมายถึงผู้ไม่กลับมาสู่โลกนี้อีก
ส่วนพระอรหันต์คือผู้รอดแล้ว ขึ้นถึงฝั่งแล้ว หมดธุระแล้ว


เวลาเราปฏิบัติไปตามลำดับ เราจะรู้สึกตรงกับคำเปรียบเทียบนี้ ไม่มีผิดเลย
และรู้สึกเห็นภาพของพระมหาชนก (ที่ท่านว่ายน้ำนำไปก่อนแล้ว)
ได้อย่างชัดเจนทีเดียว


ความเห็นที่ 18 โดยคุณ สันตินันท์ วัน จันทร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 08:12:16
เรื่องแวะดูประการัง หรือแวะพักเอาแรงตามเกาะแก่งต่างๆ นั้น
หากเราไม่คิดที่จะขึ้นฝั่งให้ได้ในชาตินี้
จะแวะบ้างก็ไม่เป็นไรนัก
เพียงแต่อย่าแวะจนลืมทางก็แล้วกัน


พวกเราส่วนมากอยูในวัยหนุ่มสาว
แม้จะรักธรรม แต่ก็ยังปรารถนาที่จะมีครอบครัว
น้อยรายนักที่คิดจะละทิ้งชีวิตทางโลก มุ่งเข้าหาทางธรรมอย่างเดียว


แม้ผู้ที่คิดจะทิ้งทางโลก ก็ยังมีหลายประเภท
บางส่วนเป็นกลุ่มที่มีศรัทธาวูบวาบ
เมื่อเกิดศรัทธา ก็คิดจะทิ้งทางโลกให้เด็ดขาด
โดยขอเลิกกับแฟน ปฏิเสธการแต่งงาน ประกาศว่าจะไม่แต่งงาน ฯลฯ
แต่เมื่อปฏิบัติเหนื่อยนัก ก็กลับคิดใหม่ว่า ขออยู่กับโลกแล้วปฏิบัติธรรมไปด้วย
โดยหาคู่ที่พอจะปฏิบัติไปด้วยกันได้
มีน้อยรายนัก ที่จิตใจน้อมไปในทางที่จะทิ้งโลกอย่างจริงจัง


จะเลือกทางใดก็ได้ครับ พิจารณาดูให้เหมาะกับตัวเราเองก็แล้วกัน
ตรวจสอบจิตใจตนเองให้ถ่องแท้ อย่าหลอกตัวเอง
เพื่อจะได้เลือกทางชีวิตที่เหมาะสมที่สุด
ไม่เกิดภาวะ "คนครึ่งพระ" หรือ "คนครึ่งชี"
เพราะมันประดักประเดิด แล้วจิตใจจะไม่สงบสุขเท่าที่ควร


อย่าง ป๋อง บิ๊ก ชิ้ง หรือกระต่าย หากวันหนึ่งลุกขึ้นมาแต่งงาน
ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก หรือเป็นไปไม่ได้
เพราะแต่ละคน ก็มีทางเลือกที่จะดำรงชีวิต
แล้วสามารถเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีได้ด้วย
ขอเพียงไม่ผิดศีล ก็ไม่ขวางการปฏิบัติธรรมเบื้องต้นมากนักหรอก
แต่ถ้าใครมีกำลังมาก จะโดดข้ามบ่วงไปได้เลย ก็น่าอนุโมทนาครับ

<Previous   Next>