เมื่อวานผมเพิ่งคุยกับ คุณทองจันทร์ เรื่องการศึกษาธรรมจากพระป่า ว่าการที่เราได้พบท่านนั้น อย่ามัวรอฟังเทศน์อย่างเดียว เพราะการเทศน์นั้น คนฟังมีจำนวนมาก ท่านจะต้องเทศน์ลดระดับลงให้คนทั่วไปฟังได้ ส่วนมากจะเป็นเรื่องการทำทาน รักษาศีล เป็นหลัก แม้การภาวนาก็จะเป็นหลักเบื้องต้นเท่านั้น
หากจะศึกษาธรรมกับพระป่า ต้องใจกล้าแบบ Lostboy คือหาโอกาสเข้าไปกราบท่านตามลำพัง แล้วกราบเรียนท่านว่าอยากจะปฏิบัติธรรม และขอแนวทางจากท่าน ท่านจะบอกให้เป็นการเฉพาะตัว ก็ให้เรานำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง พอพบท่านคราวต่อไป ก็อย่าหลบหน้า ให้เข้าไปรายงานผลการปฏิบัติให้ท่านฟังว่า "ที่ท่านสอนอย่างนั้นๆ เราทำแล้ว มีผลอย่างนี้ ไม่ทราบว่าถูกหรือผิด"
อันนี้เป็นการส่งการบ้านให้ครูตรวจนั่นเอง ถ้าเราทำผิด ท่านจะบอกวิธีการแก้ไขให้ ถ้าเราทำถูกแล้ว ก็ถามท่านต่อไปว่า "เราควรปฏิบัติอย่างใดต่อไป" ท่านอาจให้ปฏิบัติตามเดิมไปก่อนเพราะยังไม่พอ หรือเพิ่มเติมแนวทางการปฏิบัติให้ละเอียดลึกซึ้งขึ้นไปอีก เราก็ต้องไปทำ แล้วกลับมาส่งการบ้านในโอกาสต่อไป
ที่ผมศึกษากับพระป่ามาก็ด้วยวิธีนี้ เราจะต้องตื่นตัว พากเพียรทำการบ้านให้สม่ำเสมอ มิฉะนั้นเวลาเจอท่านก็จะต้องคอยหลบ ซึ่งเราเองคือผู้เสียประโยชน์ หรือถ้าไม่หลบ แล้วต้องไปรายงานท่านว่า ที่หลวงปู่สอนไว้นั้น ผม/ดิฉันไม่ค่อยได้นำไปปฏิบัติเลย แบบนี้ท่านก็ไม่ทราบว่าจะสอนเราอย่างไรต่อไป ได้แต่บอกให้พยายามทำต่อไปเท่านั้น คนที่เสียโอกาสก็คือเราเองนั่นแหละ
เวลาที่นักปฏิบัติมารายงานผลการปฏิบัติต่อครูบาอาจารย์นั้น เป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่ามาก แม้เพื่อนนักปฏิบัติอื่นๆ ก็ชอบฟังด้วย เพราะจะได้ทราบประสบการณ์ที่กว้างขวางออกไป แล้วจิตใจก็จะเกิดความฮึกหาญ ตั้งใจปฏิบัติไปด้วย ปกติพระป่าท่านไม่สอบอารมณ์กัน เพราะไม่จำเป็น เพราะนอกจากลูกศิษย์มีหน้าที่ต้องส่งการบ้านด้วยตนเองแล้ว ถ้าเราคุ้นเคยกับท่าน เวลาเราปฏิบัติไม่ดี ท่านเห็นหน้า ท่านจะอบรมสั่งสอนให้เลย ไม่จำเป็นต้องมานั่งถามเราว่าทำมาอย่างไร เพราะของอย่างนี้ มองปราดเดียวก็หมดไส้หมดพุงกันแล้ว
เวลาไปศาลาลุงชิน ผมจึงพยายามบอกพวกเราเสมอๆ ว่า ให้พยายามเข้าไปศึกษากับครูบาอาจารย์ ไม่ใช่รอให้ท่านกลับแล้วจะมาถามกับผม อันนั้นเป็นการทิ้งประโยชน์อย่างใหญ่ เพื่อได้ประโยชน์เล็กน้อย ขอให้เอาอย่าง Lostboy เถอะครับ แล้วต่อไปจะเข้มแข็งห้าวหาญยิ่งขึ้น
คือพอได้พูดคุยคุ้นเคยกับท่านแล้ว อาจจะได้ขอตามไปปฏิบัติที่วัดของท่าน แล้วได้ประสบการณ์ตรงจากการไปปฏิบัติตามวัดป่า ได้พบครูบาอาจารย์ที่เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ มากมาย ได้พบเพื่อนผู้ปฏิบัติธรรมใหม่ๆ ที่เข้มแข็ง เป็นประสบการณ์ชีวิตที่หาไม่ได้ง่ายๆ เลย
อย่าปิดตัวเองอยู่แค่การมาศึกษากับผม หรือรู้จักอยู่แค่ศาลาลุงชิน โลกของนักปฏิบัติยังกว้างใหญ่ และรอเราไปสัมผัส ขอเพียงมีใจรักและตั้งใจจริงเท่านั้นเอง สำหรับการปฏิบัติของ คุณพัลวัน นั้น น่าฟังมากครับ ถ้าจิตตั้งมั่น เป็นกลาง สักว่ารู้อารมณ์จริงๆ แล้ว สิ่งที่ถูกรู้ทั้งปวง จะเป็นกาย เวทนา หรือกระทั่งจิต ก็ล้วนแต่เป็นไตรลักษณ์ทั้งสิ้น โดยเราจะเห็นเพียงมุมใดมุมหนึ่งของไตรลักษณ์ บางคนจะเห็นความไม่เที่ยง บางคนเห็นความทนอยู่ไม่ได้ หรืออย่าง คุณพัลวัน เห็นอนัตตา คือความไม่ใช่เรา
ต้องให้จิตมันเห็นของมันจริงๆ ด้วยการปฏิบัติที่ต่อเนื่องเท่านั้น จิตจึงจะยอมรับความจริงได้ ปฏิบัติอยู่อย่างนี้แหละครับ เมื่อใดจิตเห็นจริงว่า "จิตไม่ใช่เรา" สักกายทิฏฐิ จะขาดทันที แล้วไม่กลับฟื้นมาอีก
สำหรับที่เห็นว่า กายไม่ใช่เรา เวทนาไม่ใช่เรา อันนี้ก็แสดงว่าเดินมาได้ดีแล้วครับ แต่สักกายทิฏฐิยังไม่ขาด เพราะความเห็นว่า จิตเป็นเรา ยังคงอยู่ อย่าอยาก อย่าเร่งร้อนนะครับ ตอนนี้จำทางได้แล้ว ปัญหาใหญ่ที่สุดก็คือ จิตมักจะไปปรุงแต่งสภาวะนั้นขึ้นมา ด้วยความอยาก และเพราะมันจำทางได้ ตรงนี้แหละครับที่ สัญญา มันจะปิดกั้น ปัญญาตัวจริง
จากคุณ : สันตินันท์ [ 3 ส.ค. 2542 / 08:30:56 น. ] |