|
การเล่าประสบการณ์การปฏิบัติ |
|
|
|
ในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรมที่มุ่งต่ออรรถต่อธรรมจริงๆ มีการสนทนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันตามกาลอันสมควรครับ ไม่ใช่ว่า พอเจอหน้ากันก็มาเล่าๆ กันเสมอไปด้วยความฟุ้งซ่าน หรือถึงขนาดปิดบังซ่อนเร้นการปฏิบัติของตน อันนั้นก็เกินไปหน่อย
ผมขอเล่าธรรมเนียมปฏิบัติในสายพระป่าที่เคยพบมา เมื่อพระท่านมาพบกัน ท่านจะทักทายกันพอสมควร จากนั้นถ้าไม่มีใครเริ่มชวนสนทนาธรรม ท่านก็จะนั่งกันเงียบๆ แต่หากพระผู้ใหญ่เห็นสมควร ท่านก็อาจจะเล่าประสบการณ์ของท่าน โดยมุ่งประโยชน์ของผู้ฟังเป็นสำคัญ หากผู้ฟัง แม้จะเป็นพระผู้น้อย แต่ภูมิธรรมเสมอกันหรือสูงกว่า พระผู้ใหญ่ท่านก็จะเปิดโอกาสว่า หากมีสิ่งใดจะแนะนำเพิ่มเติมก็ขอให้บอกกัน ท่านไม่วางฟอร์มว่า ผู้อาวุโสจะต้องรู้ดีกว่าผู้น้อยเสมอไป
สำหรับพระผู้น้อยถ้าจะเล่าประสบการณ์ถวายผู้ใหญ่ ก็จะเริ่มจาก "การขอโอกาส" คือขออนุญาตเล่า/ถาม เสียก่อน เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงเล่าถวาย หากจะเล่าเพื่อสงเคราะห์พระผู้ใหญ่ที่ปฏิบัติผิด ท่านก็จะขอโอกาสท้วงติง หรือเล่าโดยเปรียบเทียบให้ผู้ใหญ่ได้คิดในจุดที่ติดอยู่ หากเป็นการเล่าเรื่องของท่านเอง ก็เพื่อให้พระผู้ใหญ่ท้วงติงสิ่งที่ผิด หรือขออุบายธรรมที่ยิ่งๆ ขึ้นเพื่อนำไปปฏิบัติอีก ไม่ใช่เล่าเพื่อยกหูชูหางตนเอง ขืนทำเช่นนั้นจะถูกฉีกหน้ากากขาดกลางศาลาเลย
ท่านเล่าประสบการณ์กันด้วยมารยาทอันงาม และด้วยความเมตตาต่อกันมากครับ เห็นแล้วเย็นตาเย็นใจเหลือเกิน แม้พวกเราฆราวาส หากมุ่งปฏิบัติเอาจริงเอาจัง พระท่านเข้าใจ ท่านก็ปฏิบัติกับเราเหมือนพระองค์หนึ่ง มีอะไรควรเล่า ควรบอก แม้แต่เรื่องของจิตที่ละเอียดลึกซึ้ง ท่านก็บอกให้
เคยแหย่ท่านว่า ท่านอาจารย์มาเล่าเรื่องอย่างนี้ให้ฆราวาสฟัง จะไม่เป็นการผิดพระวินัยหรือ ท่านตอบว่า "พระวินัยเอาไว้กำหราบคนหน้าหนา ไม่ได้เอาไว้ปิดกั้นผู้ปฏิบัติธรรม" [28 ม.ค. 2542] |