header image
Home arrow พื้นฐานก่อนการปฏิบัติธรรม arrow ทั่วไป arrow การเจริญสติ
การเจริญสติ
พวกเรามักถูกสอนว่า การปฏิบัติธรรมเพื่อให้ได้มรรคผลนั้น
ต้องอาศัยการสะสมบารมีมาเนิ่นนาน
ถ้าไม่มีบารมี ก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จได้
แล้วก็พาลท้อแท้ใจ คิดว่าทางนี้ยังไกลนัก ค่อยๆ เดินไปก็แล้วกัน
เพราะขืนรีบเร่งเกินไป จะเหนื่อยตายเสียกลางทาง
ในความเป็นจริงแล้ว จุดเริ่มต้นของมรรคผลนั้นหายากจริง
ถ้าพระพุทธเจ้าไม่ทรงเปิดเผยไว้ เราไม่มีทางหาพบได้เลย
แต่เมื่อหาพบและลงมือทำแล้ว
มรรคผลไม่ใช่สิ่งเหลือวิสัยที่เราจะทำได้โดยเร็ว


จุดตั้งต้นของมรรคผลอยู่ที่ไหน
ขอเรียนว่า อยู่ที่ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงการเจริญสติ
หากเจริญสติถูกต้องแล้ว พระพุทธเจ้าท่านรับประกันว่า
จะได้ผลโดยเร็ว บางคนก็ 7 ปี บางคนก็ 7 เดือน บางคนก็ 7 วัน


การปฏิบัติธรรมหรือการเจริญสติ ไม่ใช่การก้าวเดินไปทีละขั้น
เพราะมันไม่ขั้นอะไรหรอก
มีแต่ว่า (1) เจริญสติถูกต้องอยู่ หรือ (2) เผลอสติไปแล้ว
มีอยู่เท่านี้จริงๆ


ถ้าเจริญสติถูกต้อง ก็จัดว่าเดินอยู่ในทาง(มรรค) ที่จะก้าวไปสู่ผลคือความพ้นทุกข์
เจริญสติทุกวัน ก็คือเข้าใกล้มรรคผลไปทีละน้อย
เจริญสติต่อเนื่องมากที่สุด ก็คือการออกวิ่งไปในทางที่ไม่ไกลเกินไปนัก
แต่ถ้าเผลอสติ ก็เหมือนเดินออกนอกทาง หรือกลับหลังหันออกจากผลที่ต้องการ


การเจริญสติเป็นอย่างที่ คุณพัลวัน และคุณทองจันทร์ กล่าวไว้จริงๆ
นั่นคือ ไม่ลำบากเหลือวิสัยหรือต้องทุกข์ทรมานใดๆ
แต่ก็ไม่สบายแบบตามใจกิเลส
มันมีแต่ทางสายกลาง คือการรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ
ด้วยความเป็นกลางเรื่อยไปเท่านั้น


อย่างไรก็ตาม การรู้ เป็นสิ่งที่ต้องพากเพียรเรื่อยไป
ดังที่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า
"บุคคลล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร"
เห็นไหมครับว่า ท่านสอนธรรมตรงไปตรงมาที่สุดแล้ว


ดังนั้น ถ้าเจริญสติถูกวิธีแล้ว ก็เหลืออย่างเดียว
คือเพียรทำให้มาก เจริญให้มาก อันเป็น "กิจของมรรคสัจจ์"
ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรงสอนไว้ตรงๆ แบบไม่ต้องตีความ อีกเช่นกัน


สันตินันท์ - [ 25 มิ.ย. 2542 20:01:32 น.]

<Previous   Next>