header image
Home arrow พื้นฐานก่อนการปฏิบัติธรรม arrow ทั่วไป arrow การดูจิตกับการเจริญสติปัฏฐาน
การดูจิตกับการเจริญสติปัฏฐาน
จิตที่พร้อมจะเจริญสติปัฏฐานได้จริง จะต้องเป็นจิตที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
1.เป็นจิตที่สามารถระลึกรู้อารมณ์ จะเป็นกาย เวทนา จิตหรือธรรมอะไรก็ได้
อย่างเป็น วิหารธรรม คือเครื่องรู้ เครื่องอยู่ เครื่องระลึกของสติ
แต่ส่วนมากเราเอาอารมณ์มาเป็นคุกขังจิตกัน
(แบบที่คุณหมอ Lee เล่าว่าเพ่งลงไปให้จิตหยุดอยู่ในอารมณ์เดียว)
มากกว่าจะเอามาเป็นวิหารธรรมหรือเครื่องอยู่อันสบายของจิต


2. จิตต้องมี ตบะ หรือความเพียรแผดเผากิเลสให้เร่าร้อน
การปฏิบัติต้องปฏิบัติด้วยความรู้เท่าทันกิเลส
ไม่ใช่ปล่อยให้กิเลสตัณหาชักนำให้ปฏิบัติ
คือปฏิบัติไปด้วยความอยากมี อยากเป็น อยากเห็น อยากรู้ อยากพ้น สารพัดอยาก
เมื่อกิเลสชักจูงให้ปฏิบัติแล้ว ที่จะเอาชนะกิเลสนั้นยากนักครับ
เพราะไม่รู้ทันปัจจุบันว่า กำลังมีกิเลสตัณหา
มัวแต่เฝ้ารอจะต่อสู้กับกิเลสตัณหา ที่คิดว่าประเดี๋ยวจึงจะมา


3. จิตจะต้องมี สัมปชัญญะ ซึ่งทางกายหมายถึงการรู้ความเคลื่อนไหวของกาย
ทางจิตหมายถึงการรู้ความเคลื่อนไหวของจิต
ไม่ถูกโมหะครอบงำ จนไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง


4. จิตจะต้องมี สติ คือรู้เท่าทันสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ
ซึ่งเรื่องสตินั้นผู้กำหนดอิริยาบถย่อยมักจะมีกันอยู่แล้ว
ที่ขาดคือขาดความรู้ตัวจริงๆ เท่านั้น


5 จิตจะต้อง สลัดความยินดียินร้ายในโลก
คือเป็นกลางต่อ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธัมมารมณ์ได้
แต่ผู้ปฏิบัติส่วนมากไม่รู้เท่าจิตใจของตน
จิตหลงยินดียินร้ายแต่รู้ไม่ทัน คิดว่าตนเป็นกลางแล้ว


คำว่า การดูจิต ที่แท้ก็คือ
การเตรียมจิตให้พร้อมสำหรับการเจริญสติปัฏฐาน อย่างหนึ่ง
และการเจริญสติปัฏฐานต่อไป ด้วยการระลึกรู้ เวทนา จิต ธรรม อีกอย่างหนึ่ง
คือสามารถสังเกตจนรู้ว่า ขณะนั้น
1. จิตรู้อารมณ์อย่างเป็นวิหารธรรม หรือเพ่งจ้องอารมณ์
2. รู้ว่าจิตถูกกิเลสตัณหาครอบงำหรือไม่
3. รู้ว่าตนเองรู้ตัว หรือเผลอไปแล้ว เพราะถูกโมหะครอบงำเอาแล้ว
4. รู้ว่าตนมีสติรู้ทันอารมณ์ที่กำลังปรากฏ หรือขาดสติ
หรือตามรู้ได้หลังจากอารมณ์เกิดไปช่วงหนึ่งแล้ว
5. รู้ว่าจิตเป็นกลาง หรือไม่เป็นกลางต่ออารมณ์


การดูจิตจึงเป็นการเตรียมความพร้อมของจิต เพื่อเจริญสติปัฏฐานต่อไป
เพราะเมื่อดูจิตเป็นแล้ว จิตจะเห็นขันธ์ 5 หรือกาย เวทนา จิต ธรรม
สักแต่เป็นของเกิดๆ ดับๆ เป็นของทนอยู่ถาวรไม่ได้
และไม่ใช่ตัวเราแต่เป็นสิ่งที่ถูกรู้เท่านั้น เมื่อเห็นมากเข้า
จิตจึงจะฉลาดและรู้จักปล่อยวางอารมณ์
ซึ่งก็คือโลก คือรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสและธัมมารมณ์
หรือคืออุปาทานขันธ์ 5 นั่นเอง
อันนี้จิตจะพัฒนาของเขาไปเองครับ


เมื่อหัดดูจิตจนรู้ตัวเป็นแล้ว ก็ต้องเจริญสติปัฏฐานต่อไป
เพื่อเป็นเครื่องสนับสนุนความรู้ตัวและปัญญาให้ยิ่งๆ ขึ้นไปอีก
เหมือนอย่างพระสูตรข้างบน ท่านเจริญสติปัฏฐานโดยใช้อานาปานสติ
หรือใช้ลมหายใจเป็นเครื่องระลึกของสตินั่นเอง
เริ่มต้นก็ให้รู้ลมหายใจไปอย่างสบายๆ
ต่อมาก็สำเหนียก หรือสังเกตได้ว่า จิตผู้รู้ลมหายใจมีอยู่ต่างหาก
แล้วก็รู้จิตรู้ใจของตนเอง(ดูจิต)ต่อไปอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก

<Previous   Next>