|
|
|
ผมเข้าใจสิ่งที่คุณอคติต้องการสื่อครับ แต่ก็มีเรื่องมาเล่าเหมือนกัน ใครจะว่างมงายก็ตามถนัดเถอะครับ ผมเล่าเพราะผมมีเสรีภาพที่จะเชื่อในสิ่งที่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนเท่านั้นเอง
ตอนเด็กๆที่บ้านมีต้นตะขบใหญ่ต้นหนึ่งครับ ตกค่ำจะมีค้างคาวโฉบไปโฉบมา ผมจะชอบดู แล้วก็รู้สึกว่ามันบินเร็วเหลือเกิน อยากทดสอบว่ามันกับเราใครจะเร็วกว่ากัน ก็เอาลวดสปริงมาแกว่งๆที่ระเบียงคอยตีมัน ซึ่งก็ไม่เคยตีทันเลย แต่วันหนึ่งจับหลักได้ว่าต้องตีตัดหน้ามัน คราวนี้เลยตีถูก พอลวดกระทบหลังดังปุ้บเท่านั้น ใจงี้ฝ่อไปหมดเลย มือไม้สั่นด้วยความสงสารมัน ยิ่งเห็นมันลงไปดิ้นที่โคนต้นไม้ ยิ่งสงสารจับใจ สักพักมันก็มีแรง บินหนีกลับไปได้ แล้วไม่กลับมาอีกเลย คืนนั้นไปนอนร้องไห้ แต่หลังจากนั้นก็ลืมเรื่องนี้สนิทเพราะตอนนั้นยังเด็กมาก
จนเมื่ออายุ 30 กว่าปีแล้ว วันหนึ่งขณะนั่งภาวนา จู่ๆได้ยินเสียงขวับ แล้วรู้สึกเหมือนถูกแส้ฟาดหลังอย่างแรง สะเทือนยวบไปทั้งตัวและเจ็บจนใจสั่นริกๆ เหมือนจะขาดใจ ขณะนั้นนั่งอยู่ในห้องคนเดียว ก็พิจารณาว่าอันนี้เกิดจากอะไร ก็เห็นภาพค้างคาวกำลังดิ้นปัดๆอยู่ที่พื้นดิน ภาพเก่าๆทั้งหมดก็กลับมาสู่ความทรงจำ แล้วก็รู้ว่าได้ใช้หนี้ความซนเมื่อตอนเด็กๆ ไปแล้ว
เรื่องของผมเองที่ระลึกได้ก็มีเท่านี้ครับ แต่ผมเคยพบเห็นพวกสัตว์และโอปปาติกสัตว์ที่เสวยผลกรรมต่างๆ บ่อยๆ ไหนๆก็งมงายแล้ว จะขอเล่าสักเรื่องหนึ่ง คือคราวหนึ่งผมไปวัดแห่งหนึ่งในเมืองสกลนคร เป็นวัดที่มีอนุสรณ์สถานของพระอาจารย์ใหญ่องค์หนึ่ง ปกติสถานที่นั้นจะปิดเวลา 5 โมงเย็น แต่กว่าผมจะไปถึงนั้นก็ทุ่มกว่า ขณะเดินตัดทางหน้าโบสถ์เพื่อไปที่อาคารพิพิธภัณฑ์นั้น ก็เห็นแม่ชีรูปหนึ่งเดินผ่านหน้า ตรงเข้าไปยังต้นไม้ใหญ่ซึ่งขึ้นคู่กันที่หน้าโบสถ์ ผมเคยพบอย่างนี้บ่อยๆ ก็เฉยๆ แผ่เมตตาให้แล้วเดินไปที่กุฏิรองเจ้าอาวาส ท่านก็เมตตามาเปิดพิพิธภัณฑ์ให้กราบไหว้พระธาตุของครูบาอาจารย์ ไหว้แล้วออกมานั่งคุยกับท่านหน้าพิพิธภัณฑ์ ก็เรียนถามท่านตรงๆว่า แม่ชีที่ต้นไม้นั้นเป็นมายังไง พระผู้เฒ่าก็เลยบอกว่า แกเป็นชีในโรงครัวของวัด แล้วยักยอกอาหารและเงินค่าอาหารที่คนถวายสงฆ์ ตายแล้วก็มาเป็นเปรตที่ต้นไม้นี้แหละ
ผมเห็นใจคนจำนวนมากครับที่ทำกรรมต่างๆเพราะเขาไม่รู้ผลของมัน ยิ่งเป็นคนรุ่นใหม่ ก็ต้องแสดงจุดยืนที่เป็นวิทยาศาสตร์ ทั้งที่ความจริงไม่ได้มีอยู่แค่สิ่งที่วิทยาศาสตร์ไปถึง กระบวนการหรือเครื่องมือพิสูจน์ความจริงก็ไม่ได้มีอยู่แค่สิ่งที่เขารู้จัก นึกถึงเรื่องอย่างนี้คราวใดก็จะนึกถึงคำของพระอาจารย์มั่นที่ว่า คนเราใหญ่แต่ชาติ ใหญ่แต่ชื่อ ใหญ่แต่ความสำคัญมั่นหมาย(ว่าตนแน่) แต่ความรู้ความฉลาดที่จะเอาตัวออกจากทุกข์จริงๆนั้นไม่ค่อยมีเท่าไร ก็ได้แต่เห็นใจแล้วก็วางอุเบกขาครับ (14 กุมภาพันธ์ 2542) |