header image
Home arrow ประสบการณ์ธรรม arrow ทั่วไป arrow ต่อเนื่องจากบันเทิงธรรม
ต่อเนื่องจากบันเทิงธรรม
ผมเขียนบันเทิงธรรมขึ้นมา นอกจากเล่าประสบการณ์แล้ว
ยังมุ่งจะยืนยันว่าพระไตรปิฎกโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระสูตรนั้น
แม้เล่าเรื่องภพชาติและอภินิหารย์ก็เป็นความจริงล้วนๆ และเป็นไปได้
แม้ในยุคเราก็มีอยู่ ไม่ใช่ไม่มี
ผมเขียนบันเทิงธรรมขึ้นมา นอกจากเล่าประสบการณ์แล้ว
ยังมุ่งจะยืนยันว่าพระไตรปิฎกโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระสูตรนั้น
แม้เล่าเรื่องภพชาติและอภินิหารย์ก็เป็นความจริงล้วนๆ และเป็นไปได้
แม้ในยุคเราก็มีอยู่ ไม่ใช่ไม่มี

เพียงแต่พวกเราอยู่วงนอกเกินไป ไม่ได้รู้ได้เห็นเท่านั้นเอง
แล้วท่านเหล่านั้นก็ไม่ได้สนใจที่จะพิสูจน์สิ่งเหล่านี้ให้เราดู
หรือท่านจะอนุเคราะห์ให้เรารู้ ก็ยังติดด้วยพระวินัยอีก
ปัญญาชนก็เลยค่อนข้างเชื่อว่า
พระไตรปิฎกมีส่วนที่แต่งหลอกๆเพิ่มขึ้น เพื่อให้น่าเชื่อถือศรัทธา
แล้วนักเผยแผ่ก็ต้องคล้อยตามเพราะไม่อยากขัดใจปัญญาชน
ซึ่งก็เป็นอุบายที่ดี คือให้เขามาศึกษาแก่นธรรมเสียก่อน
แต่รวมความแล้ว พระไตรปิฎกก็เลยกลายเป็นจริงบางส่วน เท็จบางส่วน

แม้คำยืนยันของผมจะมีน้ำหนักน้อย
แต่อย่างน้อยก็ฝากไว้ว่า มีคนอีกคนหนึ่งยืนยันเรื่องนี้
ไม่ใช่ไม่มีใครกล้ายืนยันเลย

ที่จริงผมทราบเรื่องพระอภิญญามามากมาย
บางองค์ลอยตัวได้ แต่เตี้ยๆ ไม่ถึงกับเหาะขึ้นบนฟ้า
บางองค์เผาศพตนเองได้ด้วยด้วยการอธิษฐานจิต
บางองค์เดินบนผิวน้ำได้ หรือเทน้ำออกจากกา พอตกถึงแก้วก็เป็นน้ำเดือดไปแล้ว
เรื่องความรู้ความเห็นพิเศษพิสดารก็มี
เช่นการที่พูดภาษาต่างๆได้โดยไม่ต้องเรียน รู้กระทั่งภาษาสัตว์

สรุปแล้วแม้เรื่องพิเศษเหล่านี้จะไม่ใช่สาระสำคัญเมื่อเทียบกับธรรม
ไม่ต้องศึกษา ไม่ต้องสนใจก็ได้ และก็ควรจะไม่สนใจด้วย
แต่ก่อนที่จะปฏิเสธหรือยอมรับว่ามีหรือไม่มี
อันส่งความหมายไปถึงว่า ในพระไตรปิฎกมีนิทานหลอกเด็กหรือไม่มี
อยากให้แขวนเรื่องเหล่านี้ไว้ก่อน จนกว่าจะพิสูจน์ได้ด้วยตนเองครับ
[ 25 มิ.ย. 2542 08:27:47 น. ที่ 203.151.110.185 ]

ผมยังไม่เคยพบครูบาอาจารย์ที่เหมือนหลวงปู่ดูลย์เลยครับ
และไม่ทราบด้วยว่าท่านใช้วิธีใดมารู้ว่าเราควรปฏิบัติอย่างไร
ถ้าจะบังอาจเดาก็เห็นว่าอาจมีอยู่ 2 วิธี
อันแรกคือท่านย้อนระลึกรู้อดีตของเราว่าเคยปฏิบัติมาในแนวทางใด
อีกอย่างหนึ่ง ท่านอาจจะอธิษฐานจิตขอทราบ แล้วทำสมาธิของท่านไปตามปกติ
สักช่วงหนึ่งจิตก็ตอบคำถามของท่านขึ้นมา

สิ่งที่ท่านใช้นั้น คงเป็นคนละอย่างกับพระญาณของพระพุทธเจ้า
ซึ่งเป็นญาณเฉพาะของพระพุทธเจ้าเท่านั้น

ถึงแม้เราจะไม่ทราบว่าจริตนิสัยของเราเหมาะกับกรรมฐานใด
แต่ขั้นพื้นฐานคือการเจริญสติสัมปชัญญะอย่างถูกต้อง
เพื่อให้รู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริงนั้น
เป็นสิ่งที่เราต้องฝึกให้ได้ก่อนครับ
เพราะถึงรู้กรรมฐานที่ถูกจริตแต่ไม่มีคุณภาพจิตอย่างที่กล่าวมานี้
ก็ไม่ช่วยอะไรเราได้เลย
[ 25 มิ.ย. 2542 08:41:20 น. ที่ 203.151.110.185 ]

การเผยแผ่ธรรมะในวงกว้างเป็นเรื่องยากมากครับ
เพราะหาจุดที่พอดีไม่ได้ว่า ควรกล่าวถึงธรรมส่วนใดแค่ไหน

เช่นการไม่กล่าวถึงธรรมบางส่วนที่น่าเคลือบแคลงในพระไตรปิฎก
ก็อาจทำให้ผู้ศึกษาก้าวไปสู่ความคิดสุดโต่งว่าสิ่งเหล่านั้นไม่มี
และปฏิบัติตนผิดพลาดได้
เช่นเมื่อไม่เชื่อเรื่องชาติหน้า การปฏิบัติธรรมให้ลำบากตัวเองก็ไม่มีประโยชน์
แค่เป็นคนดีและไม่มีความทุกข์ในขณะนี้ก็พอแล้ว
วิธีแก้ทุกข์ก็คือพยายามบอก พยายามสอนตนเองว่าอย่ายึดมั่นในสิ่งทั้งปวง
เพราะอีกไม่นานก็ตายแล้ว จบสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว

ผมเองก็เคยผิดพลาดสุดโต่งอย่างนี้มาแล้วครับ
คือพอเชื่อว่า แก่นธรรมะจริงๆมีแต่เรื่องความไม่ยึดมั่นในสิ่งทั้งปวง
ก็ปฏิเสธเรื่องอื่นๆทั้งหมด เห็นเปลือกและกระพี้เป็นสิ่งแปลกปลอม
(ลืมไปว่า ต้นไม้ที่มีแต่แก่น คือต้นไม้ที่ตายไปนานแล้ว)
ช่วงที่เป็นนักศึกษานั้น กระแสวัตถุนิยมวิภาษกำลังเริ่มแรงมาก
ผมเคยคิดถึงขนาดว่า เผาพระไตรปิฎกทิ้งเสียก็ได้เพราะมีของปลอมอยู่แยะ
ส่วนของจริงอันเป็นแก่นแท้คือความไม่ยึดมั่นในสิ่งทั้งปวงนั้น
นำมาสอนและประพฤติกันแค่นั้นก็พอแล้ว
ซึ่งความจริงแล้วมันไม่พอ เพราะธรรมแต่ละส่วนนั้นร้อยรัดสนับสนุนกันอย่างเป็นระบบ

แต่การกล่าวสิ่งที่ดูแปลกในสายตาคนปัจจุบันออกไป
ก็ทำให้บางคนพลาดจากสาระสำคัญคือธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ได้
เพราะมัวหลงอยู่กับเปลือกและกระพี้ จนลืมแก่น
หรือปฏิเสธเปลือกกระพี้จนทิ้งแก่นไปด้วย

ความจริงถ้าชาวพุทธเราจะรู้จักวิธีเจริญสติเพื่อรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏอย่างถูกต้อง
ความรู้ความเห็นนอกนั้นจะจริงหรือเท็จก็มีค่าเท่ากัน
คือเป็นของที่ถูกรู้ถูกเห็น เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป
ด้วยวิธีนี้ไม่นานก็จะรู้จักพระพุทธศาสนาที่แท้จริงได้

แต่คนเราทุกคนไม่ใช่จะสามารถเจริญสติอย่างนั้นได้อย่างทันทีทันใด
พร้อมที่จะหลงผิดไปในทางอุทเฉททิฏฐิหรือสัสสตทิฏฐิได้เสมอ
การได้ฟังอะไรที่มากขึ้นจึงเป็นสิ่งจำเป็น
เพราะถ้าไม่จำเป็น พระพุทธเจ้าท่านคงไม่แสดงไว้
แต่เมื่อได้ฟังแล้วก็ต้องฟังให้เข้าใจถูกต้องด้วย

เมื่อวานนี้มีน้องคนหนึ่งเมล์ถามผมว่า
การตายแล้วเกิดแบบใดเป็นมิจฉาทิฏฐิ แบบใดเป็นสัมมาทิฏฐิ
ผมตอบไปสั้นๆว่า ถ้าเวียนว่ายตายเกิดแบบมีอัตตา คือจิตนี้เป็นอัตตาไปเกิดใหม่
อันนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ
ถ้าเวียนว่ายตายเกิดแบบอนัตตา คือรู้ว่าจิตนั้นเกิดดับต่อเนื่องกัน
ถ้ามีเหตุปัจจัยอยู่ก็เกิด ไม่มีเหตุก็ไม่เกิด
อันนี้เป็นสัมมาทิฏฐิ
แต่ถ้าคิดว่าตายแล้วจิตสูญไปเลย อันนี้ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิอีก

พวกเราในที่นี้ศึกษาธรรมกันมาพอสมควรแล้ว
ผมจึงยอมเล่าอะไรๆ ให้ฟังบ้าง เพื่อเปิดความรู้ให้กว้างขึ้น
และเพื่อให้ทราบว่าเรื่องราวในพระสูตรนั้นเป็นความจริง
พยานบุคคลในยุคนี้ก็ยังมีอยู่
คิดว่าพวกเราจะไม่หลงเอาแต่เปลือกโดยทิ้งแก่นไปหรอกครับ
[ 25 มิ.ย. 2542 13:03:25 น. ที่ 203.151.110.185 ]

พวกเรามักถูกสอนว่า การปฏิบัติธรรมเพื่อให้ได้มรรคผลนั้น
ต้องอาศัยการสะสมบารมีมาเนิ่นนาน
ถ้าไม่มีบารมีก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จได้
แล้วก็พาลท้อแท้ใจ คิดว่าทางนี้ยังไกลนัก ค่อยๆเดินไปก็แล้วกัน
เพราะขืนรีบเร่งเกินไปจะเหนื่อยตายเสียกลางทาง

ในความเป็นจริงแล้ว จุดเริ่มต้นของมรรคผลนั้นหายากจริง
ถ้าพระพุทธเจ้าไม่ทรงเปิดเผยไว้ เราไม่มีทางหาพบได้เลย
แต่เมื่อหาพบและลงมือทำแล้ว
มรรคผลไม่ใช่สิ่งเหลือวิสัยที่เราจะทำได้โดยเร็ว

จุดตั้งต้นของมรรคผลอยู่ที่ไหน
ขอเรียนว่า อยู่ที่ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงการเจริญสติ
หากเจริญสติถูกต้องแล้ว พระพุทธเจ้าท่านรับประกันว่า
จะได้ผลโดยเร็ว บางคนก็ 7 ปี บางคนก็ 7 เดือน บางคนก็ 7 วัน

การปฏิบัติธรรมหรือการเจริญสติ ไม่ใช่การก้าวเดินไปทีละขั้น
เพราะมันไม่ขั้นอะไรหรอก
มีแต่ว่า (1) เจริญสติถูกต้องอยู่ หรือ (2) เผลอสติไปแล้ว
มีอยู่เท่านี้จริงๆ

ถ้าเจริญสติถูกต้องก็จัดว่าเดินอยู่ในทาง(มรรค)ที่จะก้าวไปสู่ผลคือความพ้นทุกข์
เจริญสติทุกวันก็คือเข้าใกล้มรรคผลไปทีละน้อย
เจริญสติต่อเนื่องมากที่สุดก็คือการออกวิ่งไปในทางที่ไม่ไกลเกินไปนัก
แต่ถ้าเผลอสติก็เหมือนเดินออกนอกทางหรือกลับหลังหันออกจากผลที่ต้องการ

การเจริญสติเป็นอย่างที่คุณพัลวันและคุณทองจันทร์กล่าวไว้จริงๆ
นั่นคือไม่ลำบากเหลือวิสัยหรือต้องทุกข์ทรมานใดๆ
แต่ก็ไม่สบายแบบตามใจกิเลส
มันมีแต่ทางสายกลางคือการรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ
ด้วยความเป็นกลางเรื่อยไปเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม"การรู้"เป็นสิ่งที่ต้องพากเพียรเรื่อยไป
ดังที่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า
"บุคคลล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร"
เห็นไหมครับว่าท่านสอนธรรมตรงไปตรงมาที่สุดแล้ว

ดังนั้นถ้าเจริญสติถูกวิธีแล้วก็เหลืออย่างเดียว
คือเพียรทำให้มาก เจริญให้มาก อันเป็น "กิจของมรรคสัจจ์"
ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรงสอนไว้ตรงๆแบบไม่ต้องตีความอีกเช่นกัน
[ 25 มิ.ย. 2542 20:26:23 น. ที่ 129.49.6.21 ]

อย่ากังวลว่าจะทำผิดหรือทำถูกครับ
ให้ใจเย็นๆแล้วทำไปตามลำดับดังนี้ครับ

ขั้นแรก"รู้อารมณ์ที่กำลังปรากฏ"ให้ชัดเจนเสียก่อน
เช่นหายใจเข้าก็รู้ว่าหายใจเข้า หายใจออกก็รู้ว่าหายใจออก
พอทำงานเหนื่อยก็รู้ว่าเหนื่อย หิวข้าว รู้ว่าหิวข้าว
มีความสุขก็รู้ว่ามีความสุข
หงุดหงิดก็รู้ว่าหงุดหงิด
สงสัยก็รู้ว่าสงสัย
มีกิเลสอะไรก็รู้ว่ามีกิเลสนั้นเป็นต้น

ในขั้นนี้ต้องถือหลักไว้ว่า เราจะรู้เฉยๆ รู้สักว่ารู้
ไม่พยายามไปละมันนะครับ
กระทั่งกิเลสก็ไม่ต้องไปพยายามละมัน
(ทุกข์ ให้รู้)

ขั้นต่อมาสังเกต "ปฏิกิริยาของจิต" ต่ออารมณ์ที่จิตไปรู้เข้า
เช่นพอรู้ว่าโกรธก็สังเกตให้ออกว่าจิตเป็นกลางต่อความโกรธ
หรือจิตยินดีต่อความโกรธ คือวิ่งตามความโกรธไป
หรือจิตยินร้ายต่อความโกรธ คืออยากจะดับ อยากจะละความโกรธ

ขั้นนี้ให้คอยดูไว้ อย่าให้จิตเผลอเคลื่อนเข้าไปยึดถืออารมณ์
แต่ถ้าจิตเคลื่อนก็ให้รู้ว่าเคลื่อน
มันจะกลับมาเป็นกลางต่อไป
(สมุทัย ให้ละ)

ขั้นที่ 3 เมื่อจิตเป็นกลางแล้ว "รู้อยู่ที่ความเป็นกลางของจิต" นั้น
โดยไม่ต้องทำอะไรอีก
(ไม่ใช่ไปเพ่งอารมณ์ที่เป็นกลางนะครับ)

เริ่มใหม่ๆ ถ้าสงสัย ก็รู้เข้าไปที่ความรู้สึกสงสัยเลยครับ
จะเห็นว่าความสงสัยนั้น แรงบ้าง เบาลงบ้าง
นั่นมันแสดงอนิจจังให้ดูแล้ว
ดูไปเฉยๆ ความสงสยก็ดับไปเอง นั่นมันแสดงทุกขังคือความทนอยู่ไม่ได้
แล้วก็จะรู้ว่าความสงสัยนั้น บทจะเกิดเขาก็เกิด บทจะดับเขาก็ดับ บังคับเขาไม่ได้
อันนี้แสดงอนัตตาแล้วครับ

แม้อารมณ์อื่นทุกชนิดก็แสดงไตรลักษณ์แบบนี้เหมือนกันครับ
ขอให้เรารู้หรือดูเข้าไปที่ตัวมัน ด้วยจิตที่เป็นกลางเท่านั้นแหละครับ
[ 26 มิ.ย. 2542 20:04:03 น. ที่ 203.151.110.181 ]
<Previous   Next>