|
ผมเขียนบันเทิงธรรมขึ้นมา นอกจากเล่าประสบการณ์แล้ว ยังมุ่งจะยืนยันว่าพระไตรปิฎกโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระสูตรนั้น แม้เล่าเรื่องภพชาติและอภินิหารย์ก็เป็นความจริงล้วนๆ และเป็นไปได้ แม้ในยุคเราก็มีอยู่ ไม่ใช่ไม่มี
ผมเขียนบันเทิงธรรมขึ้นมา นอกจากเล่าประสบการณ์แล้ว ยังมุ่งจะยืนยันว่าพระไตรปิฎกโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระสูตรนั้น แม้เล่าเรื่องภพชาติและอภินิหารย์ก็เป็นความจริงล้วนๆ และเป็นไปได้ แม้ในยุคเราก็มีอยู่ ไม่ใช่ไม่มี เพียงแต่พวกเราอยู่วงนอกเกินไป ไม่ได้รู้ได้เห็นเท่านั้นเอง แล้วท่านเหล่านั้นก็ไม่ได้สนใจที่จะพิสูจน์สิ่งเหล่านี้ให้เราดู หรือท่านจะอนุเคราะห์ให้เรารู้ ก็ยังติดด้วยพระวินัยอีก ปัญญาชนก็เลยค่อนข้างเชื่อว่า พระไตรปิฎกมีส่วนที่แต่งหลอกๆเพิ่มขึ้น เพื่อให้น่าเชื่อถือศรัทธา แล้วนักเผยแผ่ก็ต้องคล้อยตามเพราะไม่อยากขัดใจปัญญาชน ซึ่งก็เป็นอุบายที่ดี คือให้เขามาศึกษาแก่นธรรมเสียก่อน แต่รวมความแล้ว พระไตรปิฎกก็เลยกลายเป็นจริงบางส่วน เท็จบางส่วน
แม้คำยืนยันของผมจะมีน้ำหนักน้อย แต่อย่างน้อยก็ฝากไว้ว่า มีคนอีกคนหนึ่งยืนยันเรื่องนี้ ไม่ใช่ไม่มีใครกล้ายืนยันเลย
ที่จริงผมทราบเรื่องพระอภิญญามามากมาย บางองค์ลอยตัวได้ แต่เตี้ยๆ ไม่ถึงกับเหาะขึ้นบนฟ้า บางองค์เผาศพตนเองได้ด้วยด้วยการอธิษฐานจิต บางองค์เดินบนผิวน้ำได้ หรือเทน้ำออกจากกา พอตกถึงแก้วก็เป็นน้ำเดือดไปแล้ว เรื่องความรู้ความเห็นพิเศษพิสดารก็มี เช่นการที่พูดภาษาต่างๆได้โดยไม่ต้องเรียน รู้กระทั่งภาษาสัตว์
สรุปแล้วแม้เรื่องพิเศษเหล่านี้จะไม่ใช่สาระสำคัญเมื่อเทียบกับธรรม ไม่ต้องศึกษา ไม่ต้องสนใจก็ได้ และก็ควรจะไม่สนใจด้วย แต่ก่อนที่จะปฏิเสธหรือยอมรับว่ามีหรือไม่มี อันส่งความหมายไปถึงว่า ในพระไตรปิฎกมีนิทานหลอกเด็กหรือไม่มี อยากให้แขวนเรื่องเหล่านี้ไว้ก่อน จนกว่าจะพิสูจน์ได้ด้วยตนเองครับ [ 25 มิ.ย. 2542 08:27:47 น. ที่ 203.151.110.185 ]
ผมยังไม่เคยพบครูบาอาจารย์ที่เหมือนหลวงปู่ดูลย์เลยครับ และไม่ทราบด้วยว่าท่านใช้วิธีใดมารู้ว่าเราควรปฏิบัติอย่างไร ถ้าจะบังอาจเดาก็เห็นว่าอาจมีอยู่ 2 วิธี อันแรกคือท่านย้อนระลึกรู้อดีตของเราว่าเคยปฏิบัติมาในแนวทางใด อีกอย่างหนึ่ง ท่านอาจจะอธิษฐานจิตขอทราบ แล้วทำสมาธิของท่านไปตามปกติ สักช่วงหนึ่งจิตก็ตอบคำถามของท่านขึ้นมา
สิ่งที่ท่านใช้นั้น คงเป็นคนละอย่างกับพระญาณของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นญาณเฉพาะของพระพุทธเจ้าเท่านั้น
ถึงแม้เราจะไม่ทราบว่าจริตนิสัยของเราเหมาะกับกรรมฐานใด แต่ขั้นพื้นฐานคือการเจริญสติสัมปชัญญะอย่างถูกต้อง เพื่อให้รู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริงนั้น เป็นสิ่งที่เราต้องฝึกให้ได้ก่อนครับ เพราะถึงรู้กรรมฐานที่ถูกจริตแต่ไม่มีคุณภาพจิตอย่างที่กล่าวมานี้ ก็ไม่ช่วยอะไรเราได้เลย [ 25 มิ.ย. 2542 08:41:20 น. ที่ 203.151.110.185 ]
การเผยแผ่ธรรมะในวงกว้างเป็นเรื่องยากมากครับ เพราะหาจุดที่พอดีไม่ได้ว่า ควรกล่าวถึงธรรมส่วนใดแค่ไหน
เช่นการไม่กล่าวถึงธรรมบางส่วนที่น่าเคลือบแคลงในพระไตรปิฎก ก็อาจทำให้ผู้ศึกษาก้าวไปสู่ความคิดสุดโต่งว่าสิ่งเหล่านั้นไม่มี และปฏิบัติตนผิดพลาดได้ เช่นเมื่อไม่เชื่อเรื่องชาติหน้า การปฏิบัติธรรมให้ลำบากตัวเองก็ไม่มีประโยชน์ แค่เป็นคนดีและไม่มีความทุกข์ในขณะนี้ก็พอแล้ว วิธีแก้ทุกข์ก็คือพยายามบอก พยายามสอนตนเองว่าอย่ายึดมั่นในสิ่งทั้งปวง เพราะอีกไม่นานก็ตายแล้ว จบสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว
ผมเองก็เคยผิดพลาดสุดโต่งอย่างนี้มาแล้วครับ คือพอเชื่อว่า แก่นธรรมะจริงๆมีแต่เรื่องความไม่ยึดมั่นในสิ่งทั้งปวง ก็ปฏิเสธเรื่องอื่นๆทั้งหมด เห็นเปลือกและกระพี้เป็นสิ่งแปลกปลอม (ลืมไปว่า ต้นไม้ที่มีแต่แก่น คือต้นไม้ที่ตายไปนานแล้ว) ช่วงที่เป็นนักศึกษานั้น กระแสวัตถุนิยมวิภาษกำลังเริ่มแรงมาก ผมเคยคิดถึงขนาดว่า เผาพระไตรปิฎกทิ้งเสียก็ได้เพราะมีของปลอมอยู่แยะ ส่วนของจริงอันเป็นแก่นแท้คือความไม่ยึดมั่นในสิ่งทั้งปวงนั้น นำมาสอนและประพฤติกันแค่นั้นก็พอแล้ว ซึ่งความจริงแล้วมันไม่พอ เพราะธรรมแต่ละส่วนนั้นร้อยรัดสนับสนุนกันอย่างเป็นระบบ
แต่การกล่าวสิ่งที่ดูแปลกในสายตาคนปัจจุบันออกไป ก็ทำให้บางคนพลาดจากสาระสำคัญคือธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ได้ เพราะมัวหลงอยู่กับเปลือกและกระพี้ จนลืมแก่น หรือปฏิเสธเปลือกกระพี้จนทิ้งแก่นไปด้วย
ความจริงถ้าชาวพุทธเราจะรู้จักวิธีเจริญสติเพื่อรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏอย่างถูกต้อง ความรู้ความเห็นนอกนั้นจะจริงหรือเท็จก็มีค่าเท่ากัน คือเป็นของที่ถูกรู้ถูกเห็น เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ด้วยวิธีนี้ไม่นานก็จะรู้จักพระพุทธศาสนาที่แท้จริงได้
แต่คนเราทุกคนไม่ใช่จะสามารถเจริญสติอย่างนั้นได้อย่างทันทีทันใด พร้อมที่จะหลงผิดไปในทางอุทเฉททิฏฐิหรือสัสสตทิฏฐิได้เสมอ การได้ฟังอะไรที่มากขึ้นจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะถ้าไม่จำเป็น พระพุทธเจ้าท่านคงไม่แสดงไว้ แต่เมื่อได้ฟังแล้วก็ต้องฟังให้เข้าใจถูกต้องด้วย
เมื่อวานนี้มีน้องคนหนึ่งเมล์ถามผมว่า การตายแล้วเกิดแบบใดเป็นมิจฉาทิฏฐิ แบบใดเป็นสัมมาทิฏฐิ ผมตอบไปสั้นๆว่า ถ้าเวียนว่ายตายเกิดแบบมีอัตตา คือจิตนี้เป็นอัตตาไปเกิดใหม่ อันนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ ถ้าเวียนว่ายตายเกิดแบบอนัตตา คือรู้ว่าจิตนั้นเกิดดับต่อเนื่องกัน ถ้ามีเหตุปัจจัยอยู่ก็เกิด ไม่มีเหตุก็ไม่เกิด อันนี้เป็นสัมมาทิฏฐิ แต่ถ้าคิดว่าตายแล้วจิตสูญไปเลย อันนี้ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิอีก
พวกเราในที่นี้ศึกษาธรรมกันมาพอสมควรแล้ว ผมจึงยอมเล่าอะไรๆ ให้ฟังบ้าง เพื่อเปิดความรู้ให้กว้างขึ้น และเพื่อให้ทราบว่าเรื่องราวในพระสูตรนั้นเป็นความจริง พยานบุคคลในยุคนี้ก็ยังมีอยู่ คิดว่าพวกเราจะไม่หลงเอาแต่เปลือกโดยทิ้งแก่นไปหรอกครับ [ 25 มิ.ย. 2542 13:03:25 น. ที่ 203.151.110.185 ]
พวกเรามักถูกสอนว่า การปฏิบัติธรรมเพื่อให้ได้มรรคผลนั้น ต้องอาศัยการสะสมบารมีมาเนิ่นนาน ถ้าไม่มีบารมีก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จได้ แล้วก็พาลท้อแท้ใจ คิดว่าทางนี้ยังไกลนัก ค่อยๆเดินไปก็แล้วกัน เพราะขืนรีบเร่งเกินไปจะเหนื่อยตายเสียกลางทาง
ในความเป็นจริงแล้ว จุดเริ่มต้นของมรรคผลนั้นหายากจริง ถ้าพระพุทธเจ้าไม่ทรงเปิดเผยไว้ เราไม่มีทางหาพบได้เลย แต่เมื่อหาพบและลงมือทำแล้ว มรรคผลไม่ใช่สิ่งเหลือวิสัยที่เราจะทำได้โดยเร็ว
จุดตั้งต้นของมรรคผลอยู่ที่ไหน ขอเรียนว่า อยู่ที่ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงการเจริญสติ หากเจริญสติถูกต้องแล้ว พระพุทธเจ้าท่านรับประกันว่า จะได้ผลโดยเร็ว บางคนก็ 7 ปี บางคนก็ 7 เดือน บางคนก็ 7 วัน
การปฏิบัติธรรมหรือการเจริญสติ ไม่ใช่การก้าวเดินไปทีละขั้น เพราะมันไม่ขั้นอะไรหรอก มีแต่ว่า (1) เจริญสติถูกต้องอยู่ หรือ (2) เผลอสติไปแล้ว มีอยู่เท่านี้จริงๆ
ถ้าเจริญสติถูกต้องก็จัดว่าเดินอยู่ในทาง(มรรค)ที่จะก้าวไปสู่ผลคือความพ้นทุกข์ เจริญสติทุกวันก็คือเข้าใกล้มรรคผลไปทีละน้อย เจริญสติต่อเนื่องมากที่สุดก็คือการออกวิ่งไปในทางที่ไม่ไกลเกินไปนัก แต่ถ้าเผลอสติก็เหมือนเดินออกนอกทางหรือกลับหลังหันออกจากผลที่ต้องการ
การเจริญสติเป็นอย่างที่คุณพัลวันและคุณทองจันทร์กล่าวไว้จริงๆ นั่นคือไม่ลำบากเหลือวิสัยหรือต้องทุกข์ทรมานใดๆ แต่ก็ไม่สบายแบบตามใจกิเลส มันมีแต่ทางสายกลางคือการรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ด้วยความเป็นกลางเรื่อยไปเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม"การรู้"เป็นสิ่งที่ต้องพากเพียรเรื่อยไป ดังที่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า "บุคคลล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร" เห็นไหมครับว่าท่านสอนธรรมตรงไปตรงมาที่สุดแล้ว
ดังนั้นถ้าเจริญสติถูกวิธีแล้วก็เหลืออย่างเดียว คือเพียรทำให้มาก เจริญให้มาก อันเป็น "กิจของมรรคสัจจ์" ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรงสอนไว้ตรงๆแบบไม่ต้องตีความอีกเช่นกัน [ 25 มิ.ย. 2542 20:26:23 น. ที่ 129.49.6.21 ]
อย่ากังวลว่าจะทำผิดหรือทำถูกครับ ให้ใจเย็นๆแล้วทำไปตามลำดับดังนี้ครับ
ขั้นแรก"รู้อารมณ์ที่กำลังปรากฏ"ให้ชัดเจนเสียก่อน เช่นหายใจเข้าก็รู้ว่าหายใจเข้า หายใจออกก็รู้ว่าหายใจออก พอทำงานเหนื่อยก็รู้ว่าเหนื่อย หิวข้าว รู้ว่าหิวข้าว มีความสุขก็รู้ว่ามีความสุข หงุดหงิดก็รู้ว่าหงุดหงิด สงสัยก็รู้ว่าสงสัย มีกิเลสอะไรก็รู้ว่ามีกิเลสนั้นเป็นต้น
ในขั้นนี้ต้องถือหลักไว้ว่า เราจะรู้เฉยๆ รู้สักว่ารู้ ไม่พยายามไปละมันนะครับ กระทั่งกิเลสก็ไม่ต้องไปพยายามละมัน (ทุกข์ ให้รู้)
ขั้นต่อมาสังเกต "ปฏิกิริยาของจิต" ต่ออารมณ์ที่จิตไปรู้เข้า เช่นพอรู้ว่าโกรธก็สังเกตให้ออกว่าจิตเป็นกลางต่อความโกรธ หรือจิตยินดีต่อความโกรธ คือวิ่งตามความโกรธไป หรือจิตยินร้ายต่อความโกรธ คืออยากจะดับ อยากจะละความโกรธ
ขั้นนี้ให้คอยดูไว้ อย่าให้จิตเผลอเคลื่อนเข้าไปยึดถืออารมณ์ แต่ถ้าจิตเคลื่อนก็ให้รู้ว่าเคลื่อน มันจะกลับมาเป็นกลางต่อไป (สมุทัย ให้ละ)
ขั้นที่ 3 เมื่อจิตเป็นกลางแล้ว "รู้อยู่ที่ความเป็นกลางของจิต" นั้น โดยไม่ต้องทำอะไรอีก (ไม่ใช่ไปเพ่งอารมณ์ที่เป็นกลางนะครับ)
เริ่มใหม่ๆ ถ้าสงสัย ก็รู้เข้าไปที่ความรู้สึกสงสัยเลยครับ จะเห็นว่าความสงสัยนั้น แรงบ้าง เบาลงบ้าง นั่นมันแสดงอนิจจังให้ดูแล้ว ดูไปเฉยๆ ความสงสยก็ดับไปเอง นั่นมันแสดงทุกขังคือความทนอยู่ไม่ได้ แล้วก็จะรู้ว่าความสงสัยนั้น บทจะเกิดเขาก็เกิด บทจะดับเขาก็ดับ บังคับเขาไม่ได้ อันนี้แสดงอนัตตาแล้วครับ
แม้อารมณ์อื่นทุกชนิดก็แสดงไตรลักษณ์แบบนี้เหมือนกันครับ ขอให้เรารู้หรือดูเข้าไปที่ตัวมัน ด้วยจิตที่เป็นกลางเท่านั้นแหละครับ [ 26 มิ.ย. 2542 20:04:03 น. ที่ 203.151.110.181 ] |