header image
Home arrow อื่นๆ arrow ทั่วไป arrow เล่าสู่กันฟังเรื่องการไปทอดผ้าป่าช่วยชาติ
เล่าสู่กันฟังเรื่องการไปทอดผ้าป่าช่วยชาติ
ช่วงนี้หลวงตามหาบัวท่านลงมาอยู่ที่สวนแสงธรรม ที่พุทธมณฑลสาย 3
และนับตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ท่านจะมีกิจกรรมต่างๆ หลายอย่าง
จึงนำมาเรียนให้ทราบ เผื่อพวกเราที่สนใจจะไปฟังธรรมกัน

17 ก.ค. 42 ท่านอยู่ที่สวนแสงธรรม
18 ก.ค. 42 เวลา 13.00 เดินทางไปนครสวรรค์ พักที่วัดพุทธมงคลนิมิตร
อ.เมือง
19 ก.ค. 42 เวลา 16.30 - 18.30 รับผ้าป่าที่สนามกีฬากลางจังหวัดนครสวรรค์
20 - 23 ก.ค. 42 มีกิจกรรมในจังหวัดอุทัยธานี และพิจิตร
24 ก.ค. 42 เดินทางถึงสวนแสงธรรมในช่วงบ่าย
25 ก.ค. 42 เวลา 14.00 - 16.00 รับผ้าป่าที่บริษัทหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
ถ.พระอาทิตย์ กรุงเทพ
26 ก.ค. 42 เวลา 09.00 เดินทางกลับวัดป่าบ้านตาด อุดรธานี

เมื่อวานนี้ ที่ทำงานผมไปทอดผ้าป่าถวาย
ได้เงินช่วยชาติผ่านหลวงตาล้านบาทเศษ
และได้ฟังธรรมเทศนาของท่าน ซึ่งน่าฟังมาก
นานๆ จะได้ฟังธรรมอย่างนี้สักทีหนึ่ง สรุปสาระสำคัญว่า
-------------------------------------------------

คนเราควรรู้จักการทำทาน เพื่อขัดเกลาจิตใจตนเอง
ไม่ใช่ทำเพื่อความโลภอยากได้นั่นได้นี่
ในเวลาที่จะทำทานนั้น ให้สังเกตจิตใจตนเองให้ดี
ว่าพอมือล้วงกระเป๋า ความตระหนี่ได้ตะครุบมือข้างนั้นไว้หรือไม่

เมื่อเราทำงานได้เงินมา ก็ต้องรู้จักแบ่งเงินเป็นส่วนๆ
คือการเลี้ยงชีวิต เลี้ยงครอบครัว การลงทุนทำกิจการงานต่อไป
และการทำทานเพื่อพัฒนาจิตใจของตน
ไม่ใช่ได้เงินมา ก็เอาเงินไปสนองกิเลสฝ่ายเดียว
ซึ่งไม่เกิดประโยชน์กับตนเองอย่างเต็มที่

ถัดจากนั้นท่านสอนเรื่องศีล
ท่านให้เราสังเกตจิตใจตนเอง อย่าให้กิเลสความชั่วครอบงำได้
แล้วการรักษาศีลก็จะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ
ท่านปรารภว่า เวลานี้เราฆ่าและทำร้ายกันมาก
เพราะเราไม่เคารพในดวงจิตดวงใจของคนและสัตว์อื่น
ดวงจิตดวงใจนั้นเป็นของดีของวิเศษ
แม้สัตว์เล็กสัตว์น้อยเขาก็มีจิต เพียงแต่เขาอาศัยในกายสัตว์
คนเราก็ไปละเมิดทำร้าย ทุบตีฆ่าฟันเขา
ไม่ได้ตระหนักว่า ทั้งเขาและเราต่างก็มีจิตใจเหมือนๆ กัน

แล้วท่านก็สอนเรื่องศีลอื่นๆ จนครบทั้ง 5 ข้อ
สรุปลงว่าเวลานี้บ้านเมืองของเราละเลยศีลธรรมอันดีไปหมดแล้ว
จึงได้พากันเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า

ต่อจากนั้นท่านสอนเรื่องการภาวนา
ท่านกล่าวว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้แล้วแสดงธรรมด้วยพระกรุณาอันใหญ่ยิ่ง
ท่านทรงชี้ทางให้พวกเราปฏิบัติเพื่อพ้นจากทุกข์
แต่พวกเราไม่ค่อยสนใจการปฏิบัติให้สมกับที่ได้พบพระพุทธเจ้า

การปฏิบัติในขั้นสมถะกรรมฐานนั้น ท่านเน้นว่าต้องทำด้วยความมีสติ
ไม่ใช่ทำสมถะกันแบบไม่มีสติเคลิบเคลิ้มไปเรื่อยๆ

เมื่อมีสติแล้วให้หันมาสังเกตที่กายที่จิตของตนเอง
ดูให้รู้ความจริงที่มันเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
แล้วท่านก็กล่าวธรรมอันน่าประทับใจมากว่า
"ธรรมแท้อยู่ท่ามกลางอกของตนนั่นเอง
ผู้ปฏิบัติที่เข้าถึง พูดกันแค่นี้ก็เข้าใจกันได้ และลงเป็นอันเดียวกันหมด"

ในตอนท้าย ท่านสอนว่า บ้านเมืองของเรากำลังลำบาก
คนที่ชอบไปเที่ยวต่างประเทศ ขอให้หยุดเที่ยวไว้ก่อน
เพราะเงินรั่วไหลออกไปมาก แม้จะเป็นเงินของตน
แต่ก็มีผลกระทบต่อชาติโดยส่วนรวมด้วย
การดำเนินชีวิตของแต่ละคนก็ต้องใช้สติปัญญาให้มาก
พยายามประหยัดอดออมไว้ อย่าใช้เงินตามใจกิเลส
มันจะเป็นทุกข์มากเพราะหาเงินมาได้ไม่พอกับความต้องการของกิเลส
------------------------------------------------

ไปทำบุญมาครับ ก็เลยนำมาเล่าสู่กันฟัง
และขอมอบส่วนแห่งบุญให้พวกเราโดยทั่วกันครับ

จากคุณ : สันตินันท์ [ 16 ก.ค. 2542 / 15:44:29 น. ]

*************************************

ความคิดเห็นที่ 20 : (สันตินันท์)

เห็นมะเหมียวไปตั้งกระทู้เรื่อง จิตไม่ใช่หัวใจ แล้ว
พยายามจะเข้าไปแจมแต่ load กระทู้ไม่สำเร็จครับ
อ่านได้ไม่จบกระทู้ ไม่ถึงช่องที่จะให้เขียนข้อความ
จึงขอมาเขียนไว้ในที่นี้ก่อน เพราะมีเนื้อหาเชื่อมโยงกัน

ตรงที่มะเหมี่ยวกล่าวว่าจิตไม่ใช่หัวใจ
แต่จิตปรากฏรับรู้อารมณ์ในท่ามกลางอกนั้น
ตรงกับที่ผมนำธรรมเทศนาของหลวงตามหาบัวมากล่าวไว้
และทองคำขาว มากล่าวสาธุธรรมของหลวงตาไว้

จุดที่จิตรู้เจตสิกธรรมส่วนมากเว้นจากทางอายตนะทั้ง 5 แล้ว
จุดกลางอกนี่แหละครับ เป็นจุดที่เจตสิกธรรมส่วนมากปรากฏขึ้น
ในตำราเรียกจุดที่เจตสิกส่วนมากผุดขึ้นว่า หทยวัตถุ
แต่ตำราอภิธรรมรุ่นหลังไปกำหนดว่า หทยวัตถุ อยู่ที่หัวใจ
และระบุว่า หทยวัตถุมี 2 ส่วนคือเนื้อหัวใจกับน้ำเลี้ยงหัวใจ

หากเราจะพิจารณาตามบทบาทของหทยวัตถุที่เป็นที่เกิดของเจตสิกส่วนมาก
เราจะพบว่า มันไม่ได้อยู่ที่หัวใจ แต่มันอยู่ที่ท่ามกลางอก
ลองลืมตำราเสียชั่วคราว แล้วสังเกตจิตใจตนเองจริงๆ ว่า
กิเลสเช่นความใคร่ ความโกรธ ความลังเลสงสัย ความคับแค้นใจ ฯลฯ
มันปรากฏขึ้นที่ไหน มันดับไปตรงจุดไหน
ถ้าเฝ้ารู้ตั้งแต่มันเกิดจนมันดับไปได้ก็จะทราบชัดว่า มันเกิดที่ท่ามกลางอกนี้เอง
แต่หากบางคนจงใจไปกำหนดไว้ที่อื่น ก็รู้ได้เหมือนกัน
ทว่าเมื่อหมดความจงใจเมื่อใด และจิตดำเนินไปเองเมื่อใด
กิเลสมันจะมาผุดปรากฏขึ้นท่ามกลางอกนี่เอง

ตำราอันเป็นแผนที่ กับการปฏิบัติจริงจึงเหลื่อมกันอยู่บ้าง
และในแง่ของผู้ปฏิบัติแล้ว ปริยัติเป็นแผนที่สังเขปของการปฏิบัติเท่านั้น
ไม่ใช่เครื่องผูกมัดให้ต้องเชื่อตามแบบห้ามโต้แย้ง
เว้นแต่ปริยัติอันเป็นพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้า
และพระมหาสาวกแสดงไว้เมื่อครั้งพุทธกาลเท่านั้น
ที่ลงกันได้อย่างสนิทใจของผู้ปฏิบัติจนไม่มีข้อโต้แย้ง
เพราะเห็นตามได้ ไม่ใช่เพราะน้อมใจเชื่อด้วยศรัทธา

ไม่เพียงโลกียธรรมหยาบๆ เท่านั้นที่เกิดในท่ามกลางอก
แม้ธรรมอันละเอียดพิสดารต่างๆ ส่วนมาก ก็ปรากฏขึ้นที่นี้เหมือนกัน
อันนี้ต้องสังเกตให้ดีนะครับ
อย่างบางครั้งเรากระทบอารมณ์แล้วรู้สึกเสียววูบที่หัวใจ
หรือหัวใจบีบตัว เวลาเกิดตื่นเต้น ฯลฯ
อันนั้นเป็นกลไกทางกายซึ่งทางการแพทย์จะอธิบายได้ดี
ไม่ใช่กลไกการเกิดเจตสิกธรรม

ธรรมะนั้น ถ้าลงมือปฏิบัติจริง
พูดกันไม่กี่คำก็รู้เรื่องและไม่มีอะไรจะต้องขัดแย้งกันเลย
แค่หลวงตากล่าวว่าธรรมแท้อยู่ท่ามกลางอก
ผมได้ยินก็ร่าเริงใจ ทองคำขาวก็ร่าเริงใจ
โดยไม่ต้องนั่งเถียงกันว่า มันอยู่ที่อกหรืออยู่ที่ใจกันแน่

จากคุณ : สันตินันท์ [ 18 ก.ค. 2542 / 10:31:31 น. ]

<Previous   Next>