|
นักวิชาการทางศาสนาบางท่านเปรียบเทียบพระไตรปิฎกกับวิทยาการปัจจุบัน โดยเปรียบเทียบว่า พระวินัย คือวิชานิติศาสตร์ พระสูตร คือวิชาประวัติศาสตร์ และพระอภิธรรม คือวิชาวิทยาศาสตร์
การมองว่าพระสูตรเหมือนวิชาประวัติศาสตร์ก็มีเหตุผลพอประมาณ เนื่องจากพระสูตรเป็นเสมือนบันทึกเหตุการณ์ในครั้งพุทธกาล เล่าถึงเรื่องราวก่อนการตรัสรู้ จนถึงเรื่องราวและกิจกรรมตลอดพระชนม์ชีพของพระศาสดา
อย่างไรก็ตาม หากผู้ใดเห็นคุณค่าของพระสูตรเพียงในด้านประวัติศาสตร์ ก็ย่อมเป็นการลดค่าของพระสูตรลงอย่างมหาศาล เนื่องจากโดยแท้จริงแล้ว พระศาสดาทรงระบุไว้ ใน มหานิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค พระสุตตันตปิฎก พระไตรปิฎกเล่มที่ 10 ดังนี้
**********************************************
[๑๔๑] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า ดูกรอานนท์ บางทีพวกเธอจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า ปาพจน์มีพระศาสดาล่วงแล้ว พระศาสดาของพวกเราไม่มี ก็ข้อนี้ พวกเธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น ธรรมและวินัย อันใด เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็น ศาสดาของพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา
***********************************
แม้จะยกพระวัจจนะมากล่าวเช่นนี้แล้ว บางท่านอาจจะโต้แย้งอีกว่า พระธรรมและวินัย ที่เป็นศาสดาของพวกเราในปัจจุบัน ตัวพระธรรมน่าจะหมายถึงพระอภิธรรมเป็นหลัก คำกล่าวเช่นนี้เป็นการปฏิเสธความจริงที่ว่า พระอภิธรรมปิฎก ปรากฏขึ้นสมบูรณ์ภายหลังพุทธกาลแล้ว และมีหลักฐานยืนยันความสำคัญของพระสูตรที่ชัดเจนที่สุด อันแสดงเจตนารมณ์ของพระศาสดาที่เห็นว่า พระวินัยและพระสูตร คือตัวแทนพระศาสดาภายหลังปรินิพพานกาล ดังปรากฏในมหาปรินิพพานสูตรนั้นเอง ดังนี้
**********************************************
[๑๑๒] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ตามความพอพระทัยในบ้านภัณฑคามแล้ว ตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า มาไปกันเถิดอานนท์ เรา จักไปยังบ้านหัตถีคาม อัมพคาม ชัมพุคาม และโภคนคร ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เสด็จถึงโภคนครแล้ว ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคประทับ ณ อานันทเจดีย์ ในโภคนครนั้น ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดง มหาประเทศ ๔ เหล่านี้ พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังต่อไปนี้
[๑๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า อาวุโสข้อนี้ข้าพเจ้าได้ฟังมา ได้รับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา ดังนี้ พวกเธอไม่พึงชื่นชมไม่พึงคัดค้าน คำกล่าวของภิกษุนั้น ครั้นแล้วพึงเรียนบทและพยัญชนะเหล่านั้นให้ดี แล้วสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย ถ้าสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย ลงในพระสูตรไม่ได้ เทียบเคียงในพระวินัยไม่ได้ พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า นี้มิใช่คำของพระผู้มีพระภาคแน่นอน และภิกษุนี้จำมาผิดแล้ว ดังนั้น พวกเธอพึงทิ้งคำกล่าวนั้นเสีย ถ้าเมื่อสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย ลงในพระสูตรได้ เทียบเคียงในพระวินัยได้ พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า นี้เป็นคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคแน่นอน และภิกษุนี้จำมาถูกต้องแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลายพวกเธอพึงทรงจำมหาประเทศข้อที่หนึ่งนี้ไว้ ฯ
[๑๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า สงฆ์พร้อมทั้งพระเถระ พร้อมทั้งปาโมกข์ อยู่ในอาวาสโน้น ข้าพเจ้าได้ฟังมา ได้รับมาเฉพาะหน้าสงฆ์นั้นว่า นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา ดังนี้ .......................................................... ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงทรงจำมหาประเทศข้อที่สองนี้ไว้ ฯ
[๑๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ภิกษุผู้เป็นเถระมากรูปอยู่ในอาวาสโน้น เป็นพหูสูต มีอาคมอันมาถึงแล้ว เป็นผู้ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา ข้าพเจ้าได้ฟังมา ได้รับมาเฉพาะหน้าพระเถระเหล่านั้นว่า นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา ดังนี้ .......................................................... ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงทรงจำมหาประเทศข้อที่สามนี้ไว้ ฯ
[๑๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ภิกษุผู้เป็นเถระอยู่ในอาวาสโน้น เป็นพหูสูต มีอาคมอันมาถึงแล้ว เป็นผู้ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา ข้าพเจ้าได้ฟังมา ได้รับมาเฉพาะหน้าพระเถระนั้นว่า นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา ดังนี้ .......................................................... ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงทรงจำมหาประเทศข้อที่สี่นี้ไว้ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงทรงจำมหาประเทศทั้ง ๔ เหล่านี้ไว้ ฉะนี้แล ฯ
********************************
กล่าวโดยสรุป มหาปรินิพพานสูตร นี้เองแสดงให้เราเห็นว่า พระศาสดาทรงกำหนดให้ พระธรรมวินัย เป็นศาสดาของพวกเราแทนพระองค์ และเมื่อมีผู้ใดกล่าวอ้างถึงพระธรรมวินัยใด ว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ท่านก็ให้พวกเราตรวจสอบด้วยพระวินัยและพระสูตร เพราะเราไม่อาจทูลถามขอคำชี้ขาดจากพระศาสดาได้แล้ว ดังนั้น จึงน่าจะไม่ผิดพลาดไปได้ หากจะกล่าวว่า พระวินัย และพระสูตรนั้นเอง คือตัวแทนพระศาสดาของพวกเราทั้งหลาย นี้คือฐานะที่สูงยิ่ง ของพระสูตร คือสูงกว่าสถานะของวิชาประวัติศาสตร์ในพระพุทธศาสนา อย่างที่ผู้คงแก่เรียนบางท่านเปรียบเทียบไว้
พระสูตรเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ด้วยพระองค์เองบ้าง พระมหาสาวกร่วมสมัยพุทธกาล แสดงไว้บ้าง เนื้อหาสาระไม่เพียงเป็นบันทึกประวัติพระศาสนา แต่พระสูตรยังประกอบไปด้วยสารัตถธรรมอันบริบูรณ์ที่สุด บางส่วนเช่นพระไตรปิฎกเล่มที่ 31 อันเป็นพระสูตรว่าด้วยปฏิสัมภิทามัคค์ เนื้อหาก็คือพระอภิธรรมล้วนๆ และเป็นพระอภิธรรมที่พอเหมาะพอควร สำหรับการเรียนรู้อันเกื้อกูลต่อการปฏิบัติอย่างแท้จริง
นอกจากในปฏิสัมภิทามัคค์แล้ว ก็ยังปรากฏธรรมอันมีลักษณะเป็นพระอภิธรรม กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในพระสูตรจำนวนมาก
ที่น่าสนใจอย่างยิ่งอีกอย่างหนึ่งของพระสูตรก็คือ คำสอนว่าด้วยวิธีการปฏิบัติธรรม ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมควรทราบ มีอยู่อย่างพร้อมมูลแล้วในพระสูตร คือมีทั้งหลักการปฏิบัติ ไปจนถึงอุบายวิธีพลิกแพลงต่างๆ ในการปฏิบัติ
ในฐานะผู้สนใจการปฏิบัติ ผมจะยังไม่เชิญชวนพวกเราอ่านพระสูตรเพื่อศึกษาพระอภิธรรม แต่จะหยิบยกอัญมณีสูงค่าสำหรับผู้ปฏิบัติ จากพระสูตร ออกมาให้พวกเราได้ชื่นชมกันเป็นตอนๆ ไปตามแต่โอกาสจะอำนวย
เพราะผู้สนใจการปฏิบัติจำนวนมากในยุคนี้ มักศึกษาแนวทางปฏิบัติธรรม เพียงแค่จากคำสอนของครูบาอาจารย์ที่เราเคารพนับถือ หรือจากตำรารุ่นหลังพุทธกาลนับพันปี ซึ่งคำสอนหลายสิ่งหลายอย่างไม่ปรากฏในคัมภีร์ชั้นพระไตรปิฎก เช่นเรื่องโสฬสญาณ กรรมฐานสี่สิบ และวิถีจิต เป็นต้น ศึกษาแล้วก็มาตั้งป้อมเถียงกันว่า การปฏิบัติที่แท้จริงต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งแทนที่จะทำเช่นนั้น เราน่าจะลองศึกษาแนวทางปฏิบัติธรรมจากพระสูตร อันเป็นคำสอนตรงจากพระศาสดา และเป็นตัวแทนของพระศาสดา ที่พระศาสดาทรงกำหนดไว้ด้วยพระองค์เอง กันดูบ้าง
**********************************
จากคุณ : สันตินันท์ [ 11 ต.ค. 2542 / 11:03:36 น. ]
****************************************
ความคิดเห็นที่ 19 : (สันตินันท์)
ขอเรียนเพิ่มเติมว่า ผมศึกษาปฏิบัติธรรมมาก็เพื่อความพ้นทุกข์ครับ เมื่อศึกษาพระไตรปิฎกแล้ว ก็รู้สึกซาบซึ้งประทับใจ อยากนำความร่มเย็นนั้นมาเล่าสู่กันฟังในหมู่ญาติมิตร จึงอยากให้พวกเราทำใจให้ร่มเย็น เพื่อฟังธรรมอันร่มเย็น ที่พระพุทธเจ้าท่านแสดงไว้ดีแล้ว ถ้าเริ่มศึกษาด้วยความร้อน ก็จะไม่ได้รับความซาบซึ้งในธรรมเท่าที่ควรหรอกครับ
จากคุณ : สันตินันท์ [ 12 ต.ค. 2542 / 11:00:40 น. ] |