header image
Home arrow อื่นๆ arrow ทั่วไป arrow ตอนที่ 1 ธรรมแท้ที่ถูกมองข้าม
ตอนที่ 1 ธรรมแท้ที่ถูกมองข้าม
นักวิชาการทางศาสนาบางท่านเปรียบเทียบพระไตรปิฎกกับวิทยาการปัจจุบัน
โดยเปรียบเทียบว่า พระวินัย คือวิชานิติศาสตร์
พระสูตร คือวิชาประวัติศาสตร์
และพระอภิธรรม คือวิชาวิทยาศาสตร์

การมองว่าพระสูตรเหมือนวิชาประวัติศาสตร์ก็มีเหตุผลพอประมาณ
เนื่องจากพระสูตรเป็นเสมือนบันทึกเหตุการณ์ในครั้งพุทธกาล
เล่าถึงเรื่องราวก่อนการตรัสรู้
จนถึงเรื่องราวและกิจกรรมตลอดพระชนม์ชีพของพระศาสดา

อย่างไรก็ตาม หากผู้ใดเห็นคุณค่าของพระสูตรเพียงในด้านประวัติศาสตร์
ก็ย่อมเป็นการลดค่าของพระสูตรลงอย่างมหาศาล
เนื่องจากโดยแท้จริงแล้ว พระศาสดาทรงระบุไว้
ใน มหานิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค
พระสุตตันตปิฎก พระไตรปิฎกเล่มที่ 10 ดังนี้


**********************************************

[๑๔๑] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า
ดูกรอานนท์ บางทีพวกเธอจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า
ปาพจน์มีพระศาสดาล่วงแล้ว พระศาสดาของพวกเราไม่มี
ก็ข้อนี้ พวกเธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น
ธรรมและวินัย อันใด เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอ
ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็น ศาสดาของพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา

***********************************


แม้จะยกพระวัจจนะมากล่าวเช่นนี้แล้ว
บางท่านอาจจะโต้แย้งอีกว่า
พระธรรมและวินัย ที่เป็นศาสดาของพวกเราในปัจจุบัน
ตัวพระธรรมน่าจะหมายถึงพระอภิธรรมเป็นหลัก
คำกล่าวเช่นนี้เป็นการปฏิเสธความจริงที่ว่า
พระอภิธรรมปิฎก ปรากฏขึ้นสมบูรณ์ภายหลังพุทธกาลแล้ว
และมีหลักฐานยืนยันความสำคัญของพระสูตรที่ชัดเจนที่สุด
อันแสดงเจตนารมณ์ของพระศาสดาที่เห็นว่า
พระวินัยและพระสูตร คือตัวแทนพระศาสดาภายหลังปรินิพพานกาล
ดังปรากฏในมหาปรินิพพานสูตรนั้นเอง ดังนี้


**********************************************

[๑๑๒] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค
ประทับอยู่ตามความพอพระทัยในบ้านภัณฑคามแล้ว
ตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า มาไปกันเถิดอานนท์
เรา จักไปยังบ้านหัตถีคาม อัมพคาม ชัมพุคาม และโภคนคร
ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เสด็จถึงโภคนครแล้ว
ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคประทับ ณ อานันทเจดีย์ ในโภคนครนั้น
ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดง มหาประเทศ ๔ เหล่านี้
พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว
ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีภาคแล้ว
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังต่อไปนี้

[๑๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
อาวุโสข้อนี้ข้าพเจ้าได้ฟังมา ได้รับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า
นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา ดังนี้
พวกเธอไม่พึงชื่นชมไม่พึงคัดค้าน คำกล่าวของภิกษุนั้น
ครั้นแล้วพึงเรียนบทและพยัญชนะเหล่านั้นให้ดี
แล้วสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย
ถ้าสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย
ลงในพระสูตรไม่ได้ เทียบเคียงในพระวินัยไม่ได้
พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า นี้มิใช่คำของพระผู้มีพระภาคแน่นอน
และภิกษุนี้จำมาผิดแล้ว
ดังนั้น พวกเธอพึงทิ้งคำกล่าวนั้นเสีย
ถ้าเมื่อสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย
ลงในพระสูตรได้ เทียบเคียงในพระวินัยได้
พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า นี้เป็นคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคแน่นอน
และภิกษุนี้จำมาถูกต้องแล้ว
ดูกรภิกษุทั้งหลายพวกเธอพึงทรงจำมหาประเทศข้อที่หนึ่งนี้ไว้ ฯ

[๑๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
สงฆ์พร้อมทั้งพระเถระ พร้อมทั้งปาโมกข์ อยู่ในอาวาสโน้น
ข้าพเจ้าได้ฟังมา ได้รับมาเฉพาะหน้าสงฆ์นั้นว่า
นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา ดังนี้
..........................................................
ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงทรงจำมหาประเทศข้อที่สองนี้ไว้ ฯ

[๑๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
ภิกษุผู้เป็นเถระมากรูปอยู่ในอาวาสโน้น
เป็นพหูสูต มีอาคมอันมาถึงแล้ว เป็นผู้ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา
ข้าพเจ้าได้ฟังมา ได้รับมาเฉพาะหน้าพระเถระเหล่านั้นว่า
นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา ดังนี้
..........................................................
ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงทรงจำมหาประเทศข้อที่สามนี้ไว้ ฯ

[๑๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
ภิกษุผู้เป็นเถระอยู่ในอาวาสโน้น เป็นพหูสูต มีอาคมอันมาถึงแล้ว
เป็นผู้ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา
ข้าพเจ้าได้ฟังมา ได้รับมาเฉพาะหน้าพระเถระนั้นว่า
นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา ดังนี้
..........................................................
ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงทรงจำมหาประเทศข้อที่สี่นี้ไว้ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงทรงจำมหาประเทศทั้ง ๔ เหล่านี้ไว้ ฉะนี้แล ฯ


********************************


กล่าวโดยสรุป มหาปรินิพพานสูตร นี้เองแสดงให้เราเห็นว่า
พระศาสดาทรงกำหนดให้ พระธรรมวินัย เป็นศาสดาของพวกเราแทนพระองค์
และเมื่อมีผู้ใดกล่าวอ้างถึงพระธรรมวินัยใด ว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า
ท่านก็ให้พวกเราตรวจสอบด้วยพระวินัยและพระสูตร
เพราะเราไม่อาจทูลถามขอคำชี้ขาดจากพระศาสดาได้แล้ว
ดังนั้น จึงน่าจะไม่ผิดพลาดไปได้ หากจะกล่าวว่า
พระวินัย และพระสูตรนั้นเอง คือตัวแทนพระศาสดาของพวกเราทั้งหลาย
นี้คือฐานะที่สูงยิ่ง ของพระสูตร
คือสูงกว่าสถานะของวิชาประวัติศาสตร์ในพระพุทธศาสนา
อย่างที่ผู้คงแก่เรียนบางท่านเปรียบเทียบไว้


พระสูตรเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ด้วยพระองค์เองบ้าง
พระมหาสาวกร่วมสมัยพุทธกาล แสดงไว้บ้าง
เนื้อหาสาระไม่เพียงเป็นบันทึกประวัติพระศาสนา
แต่พระสูตรยังประกอบไปด้วยสารัตถธรรมอันบริบูรณ์ที่สุด
บางส่วนเช่นพระไตรปิฎกเล่มที่ 31 อันเป็นพระสูตรว่าด้วยปฏิสัมภิทามัคค์
เนื้อหาก็คือพระอภิธรรมล้วนๆ และเป็นพระอภิธรรมที่พอเหมาะพอควร
สำหรับการเรียนรู้อันเกื้อกูลต่อการปฏิบัติอย่างแท้จริง

นอกจากในปฏิสัมภิทามัคค์แล้ว
ก็ยังปรากฏธรรมอันมีลักษณะเป็นพระอภิธรรม
กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในพระสูตรจำนวนมาก

ที่น่าสนใจอย่างยิ่งอีกอย่างหนึ่งของพระสูตรก็คือ
คำสอนว่าด้วยวิธีการปฏิบัติธรรม ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมควรทราบ
มีอยู่อย่างพร้อมมูลแล้วในพระสูตร
คือมีทั้งหลักการปฏิบัติ ไปจนถึงอุบายวิธีพลิกแพลงต่างๆ ในการปฏิบัติ


ในฐานะผู้สนใจการปฏิบัติ
ผมจะยังไม่เชิญชวนพวกเราอ่านพระสูตรเพื่อศึกษาพระอภิธรรม
แต่จะหยิบยกอัญมณีสูงค่าสำหรับผู้ปฏิบัติ จากพระสูตร
ออกมาให้พวกเราได้ชื่นชมกันเป็นตอนๆ ไปตามแต่โอกาสจะอำนวย

เพราะผู้สนใจการปฏิบัติจำนวนมากในยุคนี้
มักศึกษาแนวทางปฏิบัติธรรม
เพียงแค่จากคำสอนของครูบาอาจารย์ที่เราเคารพนับถือ
หรือจากตำรารุ่นหลังพุทธกาลนับพันปี
ซึ่งคำสอนหลายสิ่งหลายอย่างไม่ปรากฏในคัมภีร์ชั้นพระไตรปิฎก
เช่นเรื่องโสฬสญาณ กรรมฐานสี่สิบ และวิถีจิต เป็นต้น
ศึกษาแล้วก็มาตั้งป้อมเถียงกันว่า การปฏิบัติที่แท้จริงต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้
ซึ่งแทนที่จะทำเช่นนั้น เราน่าจะลองศึกษาแนวทางปฏิบัติธรรมจากพระสูตร
อันเป็นคำสอนตรงจากพระศาสดา และเป็นตัวแทนของพระศาสดา
ที่พระศาสดาทรงกำหนดไว้ด้วยพระองค์เอง กันดูบ้าง

**********************************

จากคุณ : สันตินันท์ [ 11 ต.ค. 2542 / 11:03:36 น. ]

****************************************

ความคิดเห็นที่ 19 : (สันตินันท์)

ขอเรียนเพิ่มเติมว่า ผมศึกษาปฏิบัติธรรมมาก็เพื่อความพ้นทุกข์ครับ
เมื่อศึกษาพระไตรปิฎกแล้ว ก็รู้สึกซาบซึ้งประทับใจ
อยากนำความร่มเย็นนั้นมาเล่าสู่กันฟังในหมู่ญาติมิตร
จึงอยากให้พวกเราทำใจให้ร่มเย็น เพื่อฟังธรรมอันร่มเย็น
ที่พระพุทธเจ้าท่านแสดงไว้ดีแล้ว
ถ้าเริ่มศึกษาด้วยความร้อน
ก็จะไม่ได้รับความซาบซึ้งในธรรมเท่าที่ควรหรอกครับ

จากคุณ : สันตินันท์ [ 12 ต.ค. 2542 / 11:00:40 น. ]

<Previous   Next>