header image
Home arrow อื่นๆ arrow ทั่วไป arrow พูดจาภาษาใจ
พูดจาภาษาใจ
โดยคุณ สันตินันท์ วัน พฤหัสบดี ที่ 16 มีนาคม 2543 10:34:55 เราเพิ่งคุยกันเมื่อไม่นานมานี้เองว่า
นักปฏิบัติคุยกันคนละภาษา ก็สามารถสื่อความเข้าใจกันได้
เพราะต่างก็นำเอาสภาวะภายในที่พบเห็นจริงๆ มาคุยกัน ผมเองก็ชอบที่จะสนทนากับนักปฏิบัติด้วยกัน เพราะคุยกันรู้เรื่องดี
อย่างเช่น เราพูดกันถึงเรื่องความมีสติและสัมปชัญญะ
เราก็นึกออกถึงภาวะที่ "ไม่ฝัน ทั้งที่ลืมตาตื่น"
ในขณะที่ผู้ที่ไม่ใช่นักปฏิบัติที่แท้จริงจะเถียงคอเป็นเอ็นว่า
เขามีสติสัมปชัญญะ เขารู้ตัว เขาตื่น จะว่าเขาหลับฝันได้อย่างไร

หรือเมื่อเราพูดกันถึงเรื่องว่า "เรามีสติรู้กิเลสที่กำลังปรากฏ"
นักปฏิบัติจะไม่สงสัยเลยว่า มันเป็นไปได้อย่างไร
ในเมื่อตำราระบุไว้ว่า สติเกิดกับกุศลจิตเท่านั้น
แล้วจะไปรู้อกุศลที่กำลังปรากฏได้อย่างไร

ความจริงตำราเองก็ไม่ผิด เพราะเมื่อใดจิตมีสติสัมปชัญญะ จิตก็เป็นกุศลจิต
เพียงแต่นักปฏิบัติไปพบว่า จิตที่เป็นกุศลนั้น
สามารถไปรู้อารมณ์ที่เป็นอกุศลได้
ทำนองเดียวกับจิตในตติยฌาน ที่เป็นอุเบกขา
แต่มีสติไประลึกรู้อารมณ์ ที่เป็นสุขเวทนาได้
ทั้งที่อุเบกขา กับสุขเวทนา ไม่น่าจะเกิดพร้อมกันได้เลย

ที่เราไม่สงสัยก็เพราะเราพบว่า จิตกับอารมณ์เป็นคนละส่วนกัน
แต่บางครั้ง อารมณ์ก็เข้าครอบงำจิต
บางครั้ง จิตกับอารมณ์จะต่างคนต่างอยู่
เช่นเมื่อเกิดความโกรธขึ้น บางครั้งจิตถูกความโกรธครอบงำ
จิตก็ดิ้นเร่าๆ ไปด้วยอำนาจของความโกรธ เป็นอกุศลจิต
แต่บางครั้งจิตมีสติ สัมปชัญญะ
จิตต่างคนต่างอยู่กับความโกรธ เหมือนดอกบัวที่อยู่กับน้ำ แต่ไม่ติดน้ำ

เมื่อนักปฏิบัติอ่านมหาสติปัฏฐานสูตร
ที่ท่านสอนว่า "จิตมีราคะก็รู้ ไม่มีราคะก็รู้
มีโทสะก็รู้ ไม่มีโทสะก็รู้ มีโมหะก็รู้ ไม่มีโมหะก็รู้"
อ่านแล้วจะไม่สะดุดเลยว่า
ในขณะที่มีกิเลสนั้น ยังมีสติระลึกรู้เข้าไปได้อย่างไร

มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราพบเห็นจากการปฏิบัติ
และลงกันได้อย่างลงตัวกับคำสอนดั้งเดิมทางพระพุทธศาสนา
แต่สิ่งเหล่านี้ หากพูดแพร่หลายไปในวงกว้าง
ก็จะเกิดความขัดแย้งอย่างไม่จบสิ้นกับผู้ศึกษาตำราชั้นหลัง
ซึ่งเป็นเรื่องเสียเวลามากเหลือเกิน ที่จะต้องกางตำราเถียงกัน

ไม่เหมือนการคุยกันในหมู่นักปฏิบัติ ที่พูดกันด้วยหัวใจ
บางทีไม่ทันต้องอ้าปาก ก็เข้าใจกันทะลุปรุโปร่งไปแล้ว

<Previous   Next>